01:05

ระบบการรับส่งสัญญาณของโทรทัศน์

เมื่อ เราเครื่องรับเครื่องส่งสัญญาณแล้ว ก็ต้องมีมาตรฐานในการรับส่งสัญญาณภาพและเสียงด้วย โดยเราสามรถจำแนกการรับส่งสัญญาณภาพและเสียงได้ 2 แบบ คือ
ระบบการส่งสัญญาณโทรทัศน์ แบบ Analog
การ ส่งสัญญาณระบบโทรทัศน์สีได้พัฒนามา จากการส่งสัญญาณระบบโทรทัศน์แบบขาว-ดำ โดยที่ได้มีการกำหนดว่าการส่งสัญญาณระบบสีทุกระบบจะต้องให้เครื่องรับขาว-ดำ สามารถรับสัญญาณได้ด้วยเพียงแต่จะเห็นเป็นภาพขาว-ดำเท่านั้น
1) ระบบเอ็นทีเอสซี (NTSC) National Television System Committee หรือเรียกว่าระบบเอฟซีซี (FCC) เป็นระบบของสหรัฐอเมริการะบบนี้เป็นแม่แบบของระบบอื่นๆ โดยมีการส่งภาพ 525 เส้น 30 ภาพต่อวินาที หลักการของระบบนี้คือแทรกความถี่พาหะย่อยของสีลงในสัญญาณภาพโดยไม่รบกวนกัน แต่ข้อเสียของระบบนี้คือจะมีความเพี้ยนของสีเกิดขึ้น

2) ระบบพัล (PAL) Phase Alternating Line ระบบพัลได้ถูกพัฒนาขึ้นในประเทศเยอรมนีโดย Dr.Walter Bruch ระบบ พาลหรือเรียกว่าระบบซีซีไออาร์ (CCIR) เป็นระบบที่ปรับปรุงมาจากระบบ NTSC โดยปรับปรุงเรื่องความผิดพลาดของสีที่เกิดจากเฟสที่เปลี่ยนไปมา โดยมีวิธีการแก้ไขคือเพิ่มเฟสเข้าไป 180 องศาเป็นระบบที่มีการส่ง 625 เส้น 25 ภาพต่อวินาทีซึ่งหลักการของระบบนี้จะเหมือนกันกับหลักการของระบบ NTSC

3) ระบบซีแคม (SECAM) คำนี้ย่อมาจาก Séquentiel couleur à mémoire แปลความหมายได้ว่า Sequential Color with Memory ระบบซีแคมได้ถูกคิดค้นโดย Henri de Franceนักวิจัยชาวฝรั่งเศส ระบบนี้เป็นระบบที่มีการส่ง 625 เส้น 25 ภาพต่อวินาที หลักการของระบบนี้คือ แยกส่งสัญญาณกำหนดความแตกต่างของสีสลับกันที่ละเส้น ในเครื่องรับจะจับสัญญาณไว้ชุดหนึ่งเพื่อ รวมกับสัญญาณในเส้นถัดไปทำให้ได้ภาพสีที่ต้องการส่ง

ระบบการส่งสัญญาณของโทรทัศน์ Digital
สัญญาณ ดิจิตอลมีการส่งข้อมูลที่มากกว่าแบบ แอนะล็อก จึงต้องมีการบีบอัดสัญญาณก่อนออกอากาศ โดยมาตรฐานการบีบอัดสัญญาณ คือ การบีบอัดสัญญาณแบบ MPEG-2 ซึ่งการทำงานของ MPEG-2 จะทำการบันทึกเฉพาะ ภาพที่เปลี่ยนไปจากเดิม เช่น ภาพจรวดกำลังเลื่อนที่ขึ้นไปในอวกาศ ก็จะบันทึกเฉพาะการเคลื่อนที่ของจรวดเท่านั้น ฉากหลังที่เป็นอวกาศเหมือนเดิมจะถูกบันทึกเพียงครั้งแรกครั้งเดียว การบีบอัดสัญญาณสามารถบีบอัดได้ในอัตราส่วน 55 ต่อ 1 โดยที่คุณภาพของสัญญาณดีกว่าและระยะทางการส่งไกลกว่าระบบแอนะล็อก

การส่งสัญญาณโทรทัศน์สามารถทำได้โดยการ
1) การส่งสัญญาณโทรทัศน์ภาคพื้นดิน เป็นการแพร่กระจายสัญญาณไปในอากาศเมื่อติดตั้งเสาอากาศแล้วต่อสายสัญญาณเข้า เครื่องรับก็สามารถรับสัญญาณโทรทัศน์จากสถานีส่งได้ การส่งสัญญาณด้วยคลื่นวิทยุส่งได้ในช่วงความถี่ 2 ระดับคือ

1. 30- 300MHz จะเป็นช่วงของคลื่น VHF (Very high frequency) ลักษณะคลื่นเป็นคลื่นตรง มีย่านความถี่ที่ระหว่าง 30 - 300 MHz ความยาวคลื่นตั้งแต่ 10เมตร ถึง 1 เมตร ส่วนมากแล้วโดยทั่วไปนั้น VHF จะใช้ในการส่งคลื่นวิทยุสื่อสาร วิทยุโทรทัศน์ วิทยุกระจายเสียง

2. 300 - 3000 MHz จะเป็นช่วงของคลื่น UHF (Ultra high frequency) ลักษณะคลื่นเป็นคลื่นไมโครเวฟ มีย่านความถี่ที่ระหว่าง 300 - 3000 MHz ความยาวคลื่นตั้งแต่ 1เมตร ถึง 100 มิลลิเมตร ส่วนมากแล้วโดยทั่วไปนั้น UHF เป็นการใช้งานการส่งคลื่นวิทยุโทรทัศน์ระบบดิจิตตอล การใช้โทรศัพท์เคลื่อน อุปกรณ์ไร้สาย

2) การส่งสัญญาณโทรทัศน์ผ่านช่องนำสัญญาณ เป็นการส่งสัญญาณไปตาม สายนำสัญญาณหรือสายเคเบิลไปยังเครื่องรับโทรทัศน์ ซึ่งเป็นการติดต่อโดยตรงระหว่างสถานีส่งกับผู้รับสัญญาณ การส่งสัญญาณด้วยสายนำสัญญาณแบ่งออกเป็น
1. เคเบิลโทรทัศน์ชุมชน
2. ระบบเสาอากาศโทรทัศน์ชุมชน
3. ระบบเสาอากาศชุดเดียว

3) การส่งสัญญาณโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม เป็นการส่งสัญญาณโทรทัศน์โดยผ่านดาวเทียมซึ่งใช้คลื่นไมโครเวฟในการส่ง

4) การส่งสัญญาณโทรทัศน์ผ่านอินเตอร์เน็ต

ที่มา http://www.i3.in.th/news/view/1491/3

0 ความคิดเห็น: