08:05

การพัฒนาของโทรทัศน์

1950 ช่วงสงครามเย็น ซานอฟฟ์ทำงานร่วมกับวิศวกรใน RCA แบบไม่ได้หลับได้นอน ไม่นานนักจึงสามารถพัฒนาระบบโทรทัศน์สีแบบอิเล็กทรอนิกส์ของตนเองสำเร็จ ระบบของซานอฟฟ์มีหลักการดังนี้

FCC ประกาศให้ระบบของซานอฟฟ์เป็นระบบมาตรฐาน ถึงตอนนี้บริษัท RCA ก็ร่ำรวยขึ้นอีกจากธุรกิจโทรทัศน์สี คนอเมริกาติดโทรทัศนกันอย่างงอมแงม และเชื่อสิ่งต่างๆที่โทรทัศน์สื่อสารออกมา

2 พฤศจิกายน 1959 ผู้เข้าแข่งขันตอบปัญหาทางโทรทัศน์รายหนึ่ง พิชิตเงินรางวัลไปได้ 129,000 เหรียญ เข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า เขาได้รับคำตอบล่วงหน้าไว้ก่อนแล้ว นับเป็นครั้งแรกที่มี การโกหกตอแหล ผ่านทางโทรทัศน์

ซานอฟฟ์ยังพัฒนาโทรทัศน์ให้สามารถส่งผ่านข้ามทวีปได้ ความสำเร็จนั้นมากมายมหาศาล ยกตัวอย่างเช่น การลอบสังหารประธาธิบดีแคนาดี้ คนทั้งประเทศจับจ้องอยู่หน้าจอ มีอารมณ์เดียวกันผ่านทางโทรทัศน์ นับเป็นปรากฎการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

สำหรับ ฟรานเวิดท์ เขาถูกลืมจากวงการโทรทัศน์ ไม่มีใครสนใจ เขาเสียชีวิตปี 1970 ในวัย 64 ปี ด้วยอาการตรอมใจ ช่วงสุดท้ายของชีวิต เขาบอกลูกหลานและคนรู้จักว่า ไม่ให้กล่าวถึงโทรทัศน์ต่อหน้าเขา ส่วนซานอฟฟ์ยังโด่งดังอยู่กับโทรทัศน์ที่เขาทุ่มเทให้ทั้งชีวิต พร้อมกับนายสวารีกิน เพื่อนซี้ของเขา

ที่มา http://www.rmutphysics.com/charud/invention/invention2/TV/Television4.htm

08:04

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง

1940 หลังสงครามโลกครั้งที่สอง โทรทัศน์กลายเป็นสิ่งผักผ่อนหย่อนใจที่คนอเมริกาต้องการ และขาดไม่ได้เสียแล้ว บริษัท RCA ขายโทรทัศน์อย่างสนุกสนาน และร่ำรวยจากธุรกิจนี้ ในตอนนั้น บริษัท ดูมองต์ (Dumont) ได้ก้าวขึ้นมาแข่งขันกันในธุรกิจโทรทัศน์ โดยที่ RCA ใช้ระบบโทรทัศนฺ 450 เส้น ส่วนของดูมองต์ ใช้ 600 เส้น หน่วยงานกลาง FCC จึงต้องตัดสินว่าจะใช้ระบบของบริษัทใดเป็นมาตรฐาน ตอนนี้ซานอฟฟ์วิ่งเข้าหาประธานาธิบดี เพื่อกดดันให้ FCC เลือกระบบของเขา ในที่สุดประสพความสำเร็จ ระบบของเขาได้รับการอนุมัติ

1941 ซานอฟฟ์ร่วมมือกับดูมองต์ จัดการถ่ายทอดการแข่งขันเบสบอลระดับชาติ ปรากฎว่าประสพความสำเร็จเป็นอย่างสูง วันเดียวกันนั้น ที่บาร์เบียร์ ห้างสรรพสินค้า และตู้โชว์สินค้า มีแต่คนมุงดูโทรทัศน์ แทบจะไม่มีคนเดินอยู่เลยบนท้องถนน

นักรบขายโทรทัศน์

1948 เซลขายรถจากลอสแองเจอลิส ได้ลองประกอบโทรทัศน์ด้วยตนเอง และนำออกขายในราคาถูก ทำให้คนแห่ซื้อกันมากมาย อย่างบ้าคลั่ง บริษัทยักษ์ใหญ่ต้องลดราคาโทรทัศน์ของตนเองตามด้วย ในขณะนี้มีดาราบนจอแก้วเกิดขึ้นมากมาย หนึ่งในจำนวนนั้น คือมารีรีน มอนโร

1950 มีโทรทัศน์อยู่ทั่วอเมริกาอยู่ 11 ล้านเครื่อง ทุกเครื่องเป็นโทรทัศน์ขาวดำ ทั้ง CBS , RCA และ ดูมองต์ ใช้วิศวกรของตนพัฒนาโทรทัศน์สี สงครามโทรทัศน์สีจึงอุบัติขึ้น นายแพรี่ ได้ออกโทรทัศน์สีระบบกลไก แข่งขันกับโทรทัศน์ขาวดำของซานอฟฟ์ ซึ่งหวังว่า ซานอฟฟ์จะพ่ายแพ้ แต่ซานอฟฟ์ตอบโต้ว่าโทรทัศน์สีระบบกลไกเข้าไม่ได้กับโทรทัศน์ขาวดำที่มีอยู่แล้วเป็นล้านเครื่องในตอนนั้น ซึ่ง RCA ก็ยังไม่มีโทรทัศน์สีของตนเอง

ที่มา http://www.rmutphysics.com/charud/invention/invention2/TV/Television4.htm

08:03

สงครามลิขสิทธิ์

ทั้งซาร์นอฟฟ์และสวารีกิน พัฒนาโทรทัศน์อย่างน่าพอใจ RCA เริ่มจำหน่ายโทรทัศน์เป็นระบบธุรกิจ แต่ติดปัญหาลิขสิทธ์ ว่า สวารีกินหรือฟรานเวิดท์กันแน่ที่เป็นผู้ประดิษฐ์โทรทัศน์ จึงมีการฟ้องร้องอ้างลิขสิทธ์กัน ศาลได้ตัดสิน โดยใช้หลักฐานสมัยที่ฟรานเวิดท์เสนอแบบจำลองโทรทัศน์ในชั้นเรียน จึงให้ฟรานเวิดท์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ RCA จึงต้องขอซื้อสิทธิบัตรจากฟรานเวิดท์เพื่อนำไปพัฒนาด้วยตนเอง ด้วยเหตุนี้ทำให้ซาร์นอฟฟ์ไม่ชอบขี้หน้าฟรานเวิดท์


สงครามกับวิทยุ

บริษัท RCA ราชาแห่งคลื่นวิทยุ โดยมีซานอฟฟ์เป็นผู้กุมบังเหียน มีความฝันว่า ภายในทศวรรษหน้าจะทำให้ทุกครัวเรือนในอเมริกามีโทรทัศน์ใช้ เพราะเขาเชื่อในตัว สวารีกิน ขณะนั้นความนิยมของวิทยุมีมากมาย และซานอฟฟ์ยังต้องเจอกับคู่แข่งทางวิทยุอย่างเครือข่าย CBS

7 กรกฎาคม 1936 การถ่ายทอดโทรทัศน์ขั้นทดลองเริ่มต้นขึ้น โดยเชิญสื่อมวลชนแขนงต่างๆเข้ามาชมดู หลังจากจบการถ่ายทอด สื่อมวลชนแตกออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่เห็นด้วย และส่วนที่ไม่เห็นด้วย ส่วนที่เห็นด้วยเชื่อในอนาคตของโทรทัศน์ ส่วนที่ไม่เห็นด้วย บอกว่า โทรทัศน์คืออะไรที่ไม่มีความจำเป็น

1940 ละครเรื่อง Streets of New york ได้รับการถ่ายทอดผ่านโทรทัศน์เป็นครั้งแรกของโลก ขณะนั้นไม่มีใครสนใจโทรทัศน์เท่าไรนัก ส่วนใหญ่สนใจแต่วิทยุมากกว่า ในปีเดียวกันนั้น งาน World Fair ถูกจัดขึ้นในนิวยอร์ค มีนวัตกรรมใหม่ๆมากมายนำไปแสดง หนึ่งในจำนวนนั้นคือโทรทัศน์ สาธารณชนแตกตื่นกันยกใหญ่กับเทคโนโลยีนี้ เพราะส่วนใหญ่ยังไม่เคยเห็นด้วยตาตนเอง

หน่วยงานกลางของรัฐบาล ย่อเป็น FCC ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อควบคุมและจัดสรร คลื่นโทรทัศน์ หน่วยงานนี้บีบ บริษัท RCA ไม่ให้เป็นผู้ผูกขาดโทรทัศน์แต่เพียงรายเดียว

ที่มา http://www.rmutphysics.com/charud/invention/invention2/TV/Television4.htm

08:01

ผู้ทุ่มเทให้กับโทรทัศน์

เดวิด ซาร์นอฟฟ์ (DAVID SARNOFF) เด็กหนุ่มชาวรัสเซีย หนีความยากจนจากชนบท เข้ามาสมัครเป็นเด็กฝึกงานกับ มาร์โคนี ผู้ประดิษฐ์โทรเลขไร้สาย วันที่ 15 เมษายน 1912 ขณะที่ซาร์นอฟฟ์ทำงานอยู่ เขาได้รับสัญญาณโทรเลขไร้สาย ขอความช่วยเหลือจากเรือไททานิก ซึ่งกำลังจมอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก

ซาร์นอฟฟ์กับบริษัท RCA ได้ทำงานร่วมกันในธุรกิจวิทยุ ซึ่งกำลังบูมอย่างมาก อีกฟากหนึ่งของทวีป ฟรานเวิดท์ กำลังหมกหมุ่นอยู่กับประดิษฐ์กรรมโทรทัศน์ โดยเริ่มจากการเป่าแก้ว ในขณะนั้นเขาไม่ได้เป็นนักประดิษฐ์คนเดียวที่สนใจกับโทรทัศน์ มีหลายคนที่ทำอยู่ หนึ่งในจำนวนนั้นคือ สวารีกิน (Zworykin)

ผู้กำเนิดโทรทัศน์อันแท้จริง

ขณะนั้นโทรทัศน์แยกออกเป็น 2 ระบบ คือ 1. ระบบกลไก 2. ระบบอิเล็กทรอนิกส์ 1920 ซาร์นอฟฟ์ได้เป็นผู้บริหารระดับสูงของ RCA ซาร์นอฟฟ์กับสวารีกินได้ร่วมมือกันพัฒนาระบบโทรทัศน์แบบอิเล็กทรอนิกส์

ฟรานเวิดท์ กับ สวารีกินไม่รู้จักกันเป็นการส่วนตัว โดยทำงานอยู่กันคนละที่กัน ฟรานเวิดท์มาที่ซานฟรานซิสโกโดยได้รับการสนับการเงินจากนายธนาคารคนหนึ่ง รอจนถึงปี 1925 ฟรานเวิดท์จัดการสาธิตครั้งใหญ่ โดยเชิญผู้มีชื่อเสียงมาดูในวันเปิดงาน แต่ปรากฎว่าเมื่อถึงเวลาจริง ระบบไม่ทำงาน ทำให้คนส่วนใหญ่ยิ่งไม่สนใจในโทรทัศน์ สื่อมวลชนเมินหน้า

ที่มา http://www.rmutphysics.com/charud/invention/invention2/TV/Television4.htm

07:59

จุดเริ่มต้นของโทรทัศน์


ปี 1880 โอห์ม และ เฮิรตซ์ ได้ค้นพบธรรมชาติของไฟฟ้า ไม่นานนัก เซอร์ อเล็กซานเดอร์ เกรเฮมเบลล์ และ เอดิสัน ก็ได้ประดิษฐ์โทรศัพท์ และหลอดไฟ ต่อมาในปี 1886 มาร์โคนี สามารถส่งคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าผ่านอากาศได้ เกิดโทรเลขไร้สายขึ้น ต้นคริสตรวรรษที่ 19 เด็กหนุ่มยากจนวัย 14 ปี นาย ฟิลโล ฟรานเวิดท์ ( Philo Farnsworth ) แสดงแบบจำลองโทรทัศน์เป็นครั้งแรกของโลก บนกระดานให้กับคุณครู ได้ดูที่หน้าชั้น ความคิดของ ฟรานเวิดท์ สามารถสรุปได้ดังนี้ หลังจากเรียนได้ 1 ปี พ่อของเขาเสียชีวิต ทำให้เขาต้องลาออกจากโรงเรียนเพื่อหางานทำ



ที่มา http://www.rmutphysics.com/charud/invention/invention2/TV/Television4.htm

06:52

คู่แข่งขัน

ในช่วงเวลาเดียวกัน ฟิโล ที. ฟาร์นสเวิร์ธ (Philo T. Farnsworth ค.ศ. ๑๙๐๖-๑๙๗๑) นักทดลองหนุ่มจากไอดาโฮก็ได้สร้างระบบโทรทัศน์ที่ขนานกับระบบของสวอไรคิน ตัวซอยแบ่งภาพ (image dissector) มีพื้นฐานคล้ายคลึงกับไอโคโนสโคป แต่ผ่านกระแสอิเล็กตรอนทางรูเล็ก ๆ ก่อนส่งสัญญาณออกไป ต่อมาฟาร์นสเวิร์ธได้รับสิทธิบัตรหลายใบเกี่ยวกับเทคโนโลยีโทรทัศน์ และกลายเป็นผู้ผลิตเครื่องรับโทรทัศน์ในยุคแรก ๆ โดยก่อตั้ง ฟิลโก คอร์ปอเรชั่น (Philco Corporation)




ส่วนสวอไรคินกำลังเริ่มทำงานให้ผู้ยิ่งใหญ่แห่งวงการกระจายเสียง เดวิด ซาร์นอฟฟ์ แห่ง เรดิโอ คอร์ปอเรชัน ออฟ อเมริกา (Radio Corporation of America) ซาร์นอฟเป็นบุคคลแรก ๆ ของวงการธุรกิจที่เห็นศักยภาพของโทรทัศน์

ปีแห่งความรุ่งโรจน์ของโทรทัศน์คือปี ๑๘๓๙ กำหนดการแพร่ภาพเป็นประจำเริ่มขึ้นโดย สถานีเอ็นบีซี (NBC) สามารถดูผ่านเครื่องรับหนึ่งพันเครื่องที่ติดตั้งในโรงแรม ผับ และหน้าต่างร้านค้า ในปี ๑๙๔๐ การแพร่สัญญาณโทรทัศน์ผ่าน เครือข่าย (network) เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อรายการของเอ็นบีซีในนครนิวยอร์ก ถูกส่งสัญญาณซ้ำโดยสถานีแห่งหนึ่งในเมืองสเก็นเนคทาดี มลรัฐนิวยอร์ก

ที่มา http://www.rmutphysics.com/charud/invention/invention2/TV/Television4.htm

06:50

ควบคุมลำอิเล็กตรอนด้วยแม่เหล็ก


ในปี ๑๙๐๖ นักฟิสิกส์ชาวเยอรมัน คาร์ล บราน (Karl Braun ค.ศ.๑๘๕๐-๑๙๑๘) พบว่า เมื่อเขานำสนามแม่เหล็กเข้าไปในหลอดรังสีแคโทดเขาสามารถเปลี่ยนเส้นทางของกระแสอิเล็กตรอนได้หลากหลาย หนึ่งปีต่อมาวิศวกรไฟฟ้าชาวสก็อต อลัน แคมป์เบลล์ สวินตัน (Alan Campbell Swinton ค.ศ. ๑๘๖๓-๑๙๓๐) สนับสนุนการใช้หลอดรังสีแคโทดเป็นอุปกรณ์รับสัญญาณภาพ ไม่นานต่อมานักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเซีย บอริส โรสซิง (Boris Rosing ค.ศ. ๑๘๖๙-๑๙๓๓) ได้พัฒนาและจดลิทธิบัตรอุปกรณ์รังสีแคโทดดังกล่าว วลาดิเมียร์ เค.สวอไรคิน (Vladimir K. Zworykin ค.ศ.๑๘๘๙-๑๙๘๒) ซึ่งทำการศึกษาในความดูแลของโรสซิง ได้คิดหาทางผสมผสานเทคโนโลยีของหลอดสุญญากาศกับอุปกรณ์รับรังสีแคโทดชนิดใหม่ ให้เป็นระบบโทรทัศน์ที่ใช้งานได้

หลังจากสงครามครั้งที่หนึ่ง (World War I ค.ศ. ๑๙๑๔-๑๙๑๙) สิ้นสุดลงไม่นาน สวอไรคินย้ายไปอยู่สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นสัญญาณบอกถึงความสมบูรณ์ขั้นสุดท้ายของโทรทัศน์สมัยใหม่ สวอไรคินเล็งเห็นและสร้างสิ่งที่เขาเรียกว่า ไอโคโนสโคป (iconoscope) เป็นหลอดสุญญากาศที่ใช้อิเล็กตรอนในการสแกนภาพ แล้วแตกออกเป็นชุดสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ ภาพจะถูกฉายลงบนแผ่น โมเสก (mosaic) ที่เคลือบด้วยเกล็ดกลมขนาดเล็กของวัสดุไวแสง เมื่อฉายลำแสงอิเล็กตรอนไปบนแผ่น จะจับกระแสไฟฟ้าได้โดยดูจากปริมาณของแสงที่ตกกระทบบนแผ่น นักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเซียผู้นี้ได้คิดค้นอุปกรณ์รับสัญญาณ เขาเรียกมันว่า ไคเนสโคป (kinescope) ซึ่งแผลงมาจากคำภาษากรีกว่า ไคเนมา (kinema – การเคลื่อนไหว) ส่วนคำว่า เทเลวิชัน (television) หรือโทรทัศน์นั้น มาจากการผสมคำกรีกว่า เทเล (tlel-ไกล) กับคำละติน วิดีโอ (video-เห็น) หลอดรับสัญญาณของสวอไรคินเป็นการทำงานย้อนขั้นตอนของไอโคโนสโคป แล้วประกอบเข้ากับไอโคโนสโคป ก่อนนำออกแสดงต่อสาธารณชนในปี ๑๙๒๙

ที่มา http://www.rmutphysics.com/charud/invention/invention2/TV/Television3.htm

06:48

หลอดสุญญากาศ


ในปี ๑๘๘๓ วิศวกรชาวเยอรมัน พอล นิปคาว (Paul Nipkow ค.ศ.๑๘๖๐-๑๙๔๐) ได้นำอุปกรณ์ที่ใช้จานหมุนซึ่งเจาะรูเล็ก ๆ เรียงเป็นลายขดเกลียว จานหมุนจะแตกภาพออกเป็นจุดเล็ก ๆ มากมายส่องลงบน โฟโตเซลล์(Photocell) โฟโตเซลล์จะส่งชุดสัญญาณพัลส์ทางไฟฟ้าไปยังตัวรับ ซึ่งก็คือจานที่วางไว้หน้าแสงและแปลงลวดลายจุดเหล่านั้นกลับเป็นภาพ ภาพที่ได้จะเป็นภาพหยาบ ๆ และแตกพร่า แต่นี่คือภาพโทรทัศน์จริง ๆ ครั้งแรก ระบบสแกนภาพของนิปคาว (Nipkow mechanical scanning) ก่อให้เกิดการเลียนแบบและปรับปรุงอีกมากมายในช่วง ๒๕ ปีต่อมาของศตวรรษที่สิบเก้า ในปี ๑๙๒๕ ชาวอเมริกัน ชาร์ลส์ ฟรานซิส เจนกินส์ (Charles Francis Jenkins ค.ศ. ๑๘) เริ่มใช้ระบบสแกนภาพทางกล (mechanical scanning system) สามารถส่งสัญญาณออกอากาศ (air) จากห้องทดลองของเขาที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในยุโรป นักประดิษฐ์ชาวสก็อตแลนด์ จอห์น ลอจี้ แบร์ด ได้สาธิตระบบกลไกโทรทัศน์ของเขาต่อสาธารณชนในปี ๑๙๒๖

ช่วงปลายศตวรรษที่สิบเก้าและต้นศตวรรษที่ยี่สิบการส่งสัญญาณโทรทัศน์ทางกลไกนั้นไม่สามารถให้ผลอันน่าพอใจได้ แต่ด้วยก้าวย่างที่รวดเร็วของวิทยาการด้านวิทยุ เอกซ์เรย์ และฟิสิกส์ ปัญหาจึงคลี่คลายในเวลาไม่ช้านาน แน่นอนว่าวิทยุกลายเป็นความจริงขึ้นในทศวรรษ ๑๙๐๐ ด้วยการส่งสัญญาณแบบไร้สายของ กูกลิเอลโม มาร์โคนี่ พัฒนาการหลอดสุญญากาศโดยนักประดิษฐ์ชาวอังกฤษ จอห์น เฟลมมิง (John Fleming ค.ศ. ๑๘๔๙-๑๙๔๕) และนักประดิษฐ์ชาวอเมริกัน ดี เดอ ฟอเรสต์ (Lee De Forest ค.ศ. ๑๘๗๓-๑๙๖๑) หลอดรังสีแคโทด (cathode-ray) ซึ่งใช้ในการผลิต รังสีเอ็กซ์ (X-rays) ทางการแพทย์ กลายเป็นองค์ประกอบที่จำเป็นในวิทยาการของโทรทัศน์



ที่มา http://www.rmutphysics.com/charud/invention/invention2/TV/Television2.htm

06:46

ธาตุเซเลเนียม


แม้ ว่าพัฒนาการจะดูเหมือนช่วยกรุยทางให้โทรทัศน์ก่อกำเนิดขึ้นในยุคแรก แต่อุปสรรคทางเทคนิคประกอบกับยังไม่มีใครทราบวิธีส่งสัญญาณเสียงโดยไม่ผ่าน สาย ซึ่งล้วนจำเป็นสำหรับการส่งสัญญาณโทรทัศน์สัญญาณโทรทัศน์ส่งออกด้วยวิธีการ ทางอิเล็กทรอนิกส์โดยต้องแปลงคลื่นแสงที่ส่งออกมาเป็นสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ เสียก่อน แต่คลื่นแสงนั้นมีขนาดเล็กมาก จึงไม่สามารถแปลงเป็นสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ได้โดยตรงจากการต่อประกบทางกล ธรรมดา (simple mechanical coupling) ข้อมูลด้านภาพยิ่งซับซ้อนและมีความถี่สูงกว่าคลื่นเสียงมาก ความสำเร็จครั้งแรกในการแก้ไขปัญหานี้เกิดขึ้นในปี ๑๘๗๓ เมื่อมีผู้ค้นพบว่าธาตุเซเลเนียม (selenium) แสดงความต้านทานทางไฟฟ้าแตกต่างกันไปตามอัตราส่วนของปริมาณแสงที่ส่องกระทบ ซึ่งสามารถแปลงแสงเป็นสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ที่เรียกว่า สัญญาณพัลส์ (pulse signal) ตามทฤษฎีนี้จะสามารถส่งสัญญาณไปตามสายเคเบิลหรือกระจายผ่านอากาศได้



ที่มา http://www.rmutphysics.com/charud/invention/invention2/TV/Television1.htm

06:42

โทรทัศน์


คนส่วนใหญ่คิดว่าพัฒนาการของโทรทัศน์หรือที่เรียกกันว่า ทีวี (TV) นั้นเกิดขึ้นต่อจากความสมบูรณ์แบบและความนิยมของโทรศัพท์ ภาพยนตร์ และวิทยุ แต่ในความเป็นจริง การศึกษาค้นคว้าและการทดลองเริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงกลางศตวรรษที่สิบเก้าการ พิสูจน์ทางทฤษฎีเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างแสงและไฟฟ้า ซึ่งจำเป็นสำหรับการส่งสัญญาณโทรทัศน์นั้น นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ ไมเคิล ฟาราเดย์ (Michael Faraday ค.ศ. ๑๗๙๑-๑๘๓๗) เคยแจกแจงรายละเอียดไว้ในการทดลองตั้งแต่ช่วงทศวรรษ ๑๘๓๐ และมีผู้เปิดเผยรายละเอียดอื่น ๆ อีกด้วยเช่นกัน

ที่มา http://www.rmutphysics.com/charud/invention/invention2/TV/index.htm

05:27

แป้งลดแสงสะท้อน

แม้ว่าเทคโนโลยีโทรทัศน์จะถูกดัดแปลงเพื่อการสงครามเป็นเรดาร์และอุปกรณ์ตรวจจับอื่น ๆ แต่ก็ไม่มีบทบาทสำคัญนักในสงครามโลกครั้งที่สอง (World War II ค.ศ. ๑๙๓๙-๑๙๔๕) เมื่อสงครามสิ้นสุดซาร์นอฟฟ์ซึ่งขณะนั้นเป็นนายพลจัตวา รวมทั้งบรรดาผู้ประกอบการรายอื่น ๆ ด้านโทรทัศน์ต่างกระตือรือร้นจะสานต่อพัฒนาการที่ถูกทิ้งค้างไว้ในตั้งแต่ปี ๑๙๔๑ ซึ่งมีสวอไรคินและทีมงานเป็นหลักสำคัญถึงแม้ไอโคโนสโคปของ สวอไรคินจะทำให้โทรทัศน์ใช้การได้ แต่มันก็ยังไม่สมบูรณ์แบบ ไอโคโนสโคป หรือ ไอค์ (ike) ซึ่งนิยมเรียกกันในวงการโทรทัศน์ ให้ภาพที่คมชัด แต่ไม่ค่อยไวต่อแสง ทุกอย่างเป็นไปด้วยดีเฉพาะสถานที่มีแสงแดดเจิดจ้า แต่ในห้องส่งจะต้องใช้ปริมาณแสงมากเกินกว่าความจำเป็นในอุตสาหกรรมภาพยนตร์มากนัก ระดับความร้อนก็จะสูงเกิน ๑๐๐ องศาฟาเรนไฮต์ เหล่านักแสดงต้องแต่งหน้ารวมทั้งทาเปลือกตาและลิปสติกหนา ๆ เพื่อชดเชยเงาสะท้อนจากโคมไฟฟ้าเก่า ๆ

สวอไรคินและทีมงานเข้ามาช่วยแก้ปัญหานี้โดยใช้ สัญญาณระดับรอง (secondary emission) เพื่อเพิ่มความไวประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ทั้งยังแก้ไขวงจรสแกน ความเร็วต่ำ (low-velocity) และนวัตกรรมด้านอื่น ๆ ให้สมบูรณ์ขึ้น ส่งผลให้เกิด หลอดภาพออร์ติคอน (image orthicon) ซึ่งเป็นหลอดที่สามารถจับภาพที่เรืองแสงจากแสงเทียนได้ หลอดใหม่นี้พร้อมใช้ในปี ๑๙๔๕ ก่อนกลายเป็นหลอดถ่ายภาพขาวดำมาตรฐาน




ที่มา http://www.rmutphysics.com/charud/invention/invention2/TV/Television5.htm

05:51

ทีวีจัมโบ้ในเมือง ชิบูยา ประเทศญี่ปุ่น




เทคโนโลยีของทีวีจัมโบ้ อยู่ที่หลอด Light emitting diode ย่อเป็น LED ซึ่งก็คือหลอดไฟขนาดเล็ก ให้แสงมาก และใช้กำลังงานไฟต่ำ ไฟเบรกปัจจุบันก็ใช้หลอด LED กันมาก



หลอดทีวีแบบหลอดคาโถด สีสรรทั้งหมดเกิดจากการผสมสีของแสงสีแดง เขียว และน้ำเงิน

ทีวีจัมโบ้ ใช้หลอด LED สีแดง เขียว และน้ำเงิน แทนจุดแสง 1 จุด ( 1 โมดูล) ดังนั้นบนจอจัมโบ้ 1 โมดูล เกิดจากหลอด LED อย่างน้อย 3 หลอด (สีแดง เขียว และน้ำเงิน) อย่างไรก็ตาม 1 โมดูล อาจประกอบด้วย หลอดมากกว่า 3 หลอดก็ได้ ขึ้นอยู่กับผู้ออกแบบ ขนาดของ 1 โมดูล มีตั้งแต่ 4 มิลลิเมตร ถึง 4 เซนติเมตร ( ประมาณ 0.2 ถึง 1.5 นิ้ว)


เพื่อจะได้ภาพที่มีรายละเอียดชัดเจน จะต้องใช้หลอด LED เป็นจำนวนนับแสนอัน เรียงกันเป็นตาข่าย ยกตัวอย่างเช่น ถ้าต้องการภาพที่มีรายละเอียดของจุด 640 x 480 ต้องใช้จุดแสงจำนวน 307200 จุด นั่นก็หมายความว่าต้องใช้หลอด LED อย่างน้อย 307200 x 3 = 921600 อัน ดังนั้นขนาดของจอทีวีขึ้นอยู่กับจำนวนของหลอด LED ด้วย


ขนาดของ LEDจำนวน 1 โมดูล ขนาดของจอ (เมตร) ขนาดของจอ (ฟุต)
4 mm 2.56 x 1.92 8.4 x 6.3
25 mm 16 x 12 52.5 x 39.4
40 mm 25.6 x 19.2 84 x 63

เนื่องจากใช้หลอด LED เป็นจำนวนมาก จึงต้องใช้ระบบคอมพิวเตอร์ควบคุม

  • ระบบคอมพิวเตอร์ รับสัญญาณภาพ แล้วกำหนดว่า หลอด LED ตัวใดจะสว่างขึ้น ดับลง และมีความเข้มเท่าไร

  • ระบบจ่ายไฟ ทำการจ่ายไฟให้กับ หลอด LED ทุกตัว เพื่อให้ความสว่างเป็นไปตามคำสั่งของคอมพิวเตอร์ ยกตัวอย่างเช่น จอขนาด 20 เมตร ใช้พลังงาน 1.2 วัตต์ต่อ 1 โมดูล หรือทั้งหมดประมาณ 3 แสนวัตต์ต่อ 1 ภาพเต็ม

  • เบื้องหลังของทีวีแบบจัมโบ้ เต็มไปด้วยสายไฟ อิรุงตุงนังไปหมด ถ้าผู้อ่านไม่เชื่อไปเปิดหลังจอที่เมืองชิบูยา ประเทศญี่ปุ่นดูก็จะทราบเอง

ื ราคาของหลอด LED ถูกลงเรื่อยๆ ดังนั้นทีวีแบบจัมโบ้ราคาก็จะถูกลงตามด้วย ไม่นานนัก ประเทศไทยเราคงจะมีทีวีพวกนี้เต็มบ้านเต็มเมือง เวลานายกฯออกมาพูดที่หน้าจอทีวี จะได้เห็นกันทั่วถึง


ที่มา http://www.rmutphysics.com/charud/howstuffwork/jumbo-tv/jumbo-tvthai2.htm


05:48

จอจัมโบ้


ทีวีแบบจัมโบ้กับทีวีที่บ้านมีความแตกต่างสำคัญดังนี้

  • สร้างได้ใหญ่ถึง 20 เมตร ขณะที่ทีวีที่บ้านทำสูงสุดได้เพียง 36 นิ้ว
  • สามารถเห็นได้กลางแสงแดด







ที่มา http://www.rmutphysics.com/charud/howstuffwork/jumbo-tv/jumbo-tvthai2.htm


05:38

ดีโค๊ดสํญญาณ



ทีวีจอยักษ์ขนาด 60 ฟุต (20 เมตร) มีหลักการทำงานพื้นฐานเหมือนกับทีวีภายในบ้าน (ดูหลักการทำงานของจอทีวี) ที่เปลี่ยนสัญญาณทางไฟฟ้าจากสายอากาศหรือจากเครื่องเล่นวีดีโอเป็นจุดแสงหน้าจอ ซึ่งทำจากหลอดคาโถด เพื่อให้ง่ายแก่การเข้าใจเราจะเริ่มต้นอธิบายทีวีขาวดำกันก่อน

  • ลำอิเล็กตรอนในหลอดคาโถดจะกวาดผ่านหน้าจอในช่วงระยะเวลาหนึ่ง พลังงานของอิเล็กตรอนทำให้ฟอสฟอรัสที่เคลือบหน้าจอเปล่งแสงออกมา
  • สัญญาณวีดีโอ หรือสัญญาณภาพจะควบคุมระดับความแรงของลำอิเล็กตรอนซึ่งจะทำให้เกิดเป็นโทนของสีขึ้น

  • สัญญาณช่วงระยะเวลา 0.000005 วินาที ที่ระดับแรงดันเป็นศูนย์ ควบคุมให้ลำอิเล็กตรอน เริ่มต้นการสแกนใหม่ทางด้านมุมบนซ้ายของจอ กวาดไปทางด้านขวาเป็นระยะเวลา 42 มิลลิวินาที สังเกตระดับแรงดันที่ไม่เท่ากัน (รอยฟัน) นั่นคือ ความเข้มของแสงแต่ละจุดบนเส้น

  • ลำอิเล็กตรอนจะสแกนลงมาที่จอด้านล่าง พอถึงจุดสุดท้ายคือมุมล่างขวา ลำอิเล็กตรอนจะได้รับสัญญาณทางแนวดิ่งให้เริ่มใหม่ที่จุดตั้งต้น



ทีวีสี มีหลักการพื้นฐานเหมือนกับทีวีขาวดำ เพียงแต่เพิ่มลำอิเล็กตรอนเป็น 3 ลำ และจุดแสงแต่ละจุดจะประกอบด้วย จุดฟอสฟอรัส 3 จุด (แดง เขียว และน้ำเงิน) จุดสีทั้งสามจะผสมกันได้เป็นสีธรรมชาติ โดยที่ระดับความเข้มของสี ควบคุมได้ที่แรงดันไฟฟ้า

การกวาดของลำอิเล็กตรอนบนหน้าจอเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก เช่นถ้าจะให้เกิดภาพต่อเนื่องและเคลื่อนไหวได้เหมือนจริง ลำอิเล็กตรอนจะต้องกวาด 480 เส้นต่อเฟรม ภายใน 30 เฟรมต่อวินาที

เทคโนโลยีทีวีที่ใช้หลอดคาโถด เหมาะสำหรับดูภายในที่พักอาศัย แต่ถ้าคุณนำออกมาไว้กลางแจ้ง แดดกำลังเปรี้ยงๆ คุณจะไม่เห็นภาพหรือเห็นได้ไม่ชัดเจน ขณะที่จอแบบคาโถดขยายหน้าจอได้สูงสุดเพียง 36 นิ้ว ถ้าจะทำให้ขนาดใหญ่ขึ้น และสามารถตั้งไว้กลางแจ้งได้ ต้องใช้เทคโนโลยีอื่น ซึ่งอยู่ในหน้าถัดไป



ที่มา http://www.rmutphysics.com/charud/howstuffwork/jumbo-tv/jumbo-tvthai1.htm

05:27

ทีวีจัมโบ้ ทำงานอย่างไร


ถ้าคุณได้ไปต่างประเทศ เช่น อมเริกา และญี่ปุ่น คงจะได้เห็นทีวีจอยักษ์ ตั้งตะหง่านสู้แดดสู้ฝนอยู่ แน่นอนคุณต้องประหลาดใจว่ามันเป็นไปได้อย่างไร มันแตกต่างกับทีวีที่บ้านตรงไหน ซึ่งที่จริง หลักการทำงานของมันนั้นแสนจะธรรมดา เพียงแต่ทีวีพวกนี้ต้องลงทุนสูง ราคาจึงแพงมาก ประเทศไทยเราจึงยังไม่มีปัญญาจะซื้อ ทีวีจัมโบ้ใช้เทคโนโลยีแตกต่างจากทีวีโปรเจกชั่น ที่เราเห็นตั้งขายอยู่ในห้างสรรพสินค้ามากมาย








ที่มา http://www.rmutphysics.com/charud/howstuffwork/jumbo-tv/jumbo-tvthai.htm

20:26

จากจานหมุนสู่ดาวเทียม


ถึงแม้จะคิดกันว่าโทรทัศน์เป็นสิ่งประดิษฐ์ของศตวรรษ 1880 แล้ว หลังจากมีการนำโทรศัพท์มาใช้ ผู้คนก็เริ่มคิดเรื่องการส่งภาพระยะไกลอยู่หลายปี ถ้าหากสามารถส่งเสียงเป็นระยะทางไกล ๆ ได้ ทำไมจึงจะส่งภาพไม่ได้เล่า

ตั้งแต่ต้นก็ตระหนักกันดีว่าภาพไม่อาจส่งไปทั้งภาพได้ เมื่อ ค.ศ.1884 นักประดิษฐ์ชาวเยอรมันชื่อ เพาล์ นิปเคา ได้เสนอวิธีแยกส่วนภาพและรวมกันเป็นภาพขึ้นมาใหม่ นิปเคาอาศัยจานหมุนเจาะรูเพื่อตัดแบ่งภาพขาวดำแล้วประกอบเป็นภาพขึ้นมาใหม่ ภายหลัง

ใน ค.ศ. 1906 นักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเซียชื่อบอริส โรซิง ได้สร้างระบบโทรทัศน์แบบง่าย ๆ ระบบแรก โดยอาศัยหลักการเรื่องจานกราดภาพของนิปโควและความเป็นไปได้ของหลอดแคโทดเรย์ ที่จะแสดงภาพ หลอดแคโทดเรย์ประดิษฐ์ขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1897 โดยชาวเยอรมันชื่อเฟอร์ดินันด์เบราน์ หลอดนี้ยังคงเป็นส่วนประกอบสำคัญของเครื่องรับโทรทัศน์สมัยใหม่

การทดลองกระจายเสียงเริ่มในสหรัฐฯ เมื่อ ค.ศ. 1928 แต่ระบบโทรทัศน์ที่เป็นไปได้ในทางปฏิบัติเกิดที่ลอนดอนด้วยฝีมือนักประดิษฐ์ชาวสกอต ผู้มีนิสัยแปลก ๆ ชื่อ จอห์น โลจี แบร์ด เขาเปิดห้องถ่ายโทรทัศน์ใน ค.ศ. 1929 และใช้จานกราดตรวจของนิปเคาทั้งในเครื่องส่งและเครื่องรับ แต่ภายในเวลาไม่กี่ปี ระบบเครื่องจานกราดของแบร์ด ก็ล้าหลังกล้องถ่ายภาพอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งประดิษฐ์โดยชาวรัสเซียชื่อ วลาดิมีร์ ซวอริกิน ผู้สร้างกล้องตัวแรกที่ใช้การได้ดีเมื่อ ค.ศ. 1931





บริการแพร่ภาพทางโทรทัศน์สัปดาห์ละ 3 วัน เริ่มเป็นครั้งแรกในเบอร์ลิน เมื่อ ค.ศ.1935 ดำเนินการโดยบริษัทเยอรมันชื่อ แฟร์นเซห์ ซึ่งแบร์ดมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย สถานีบีบีซี ของอังกฤษเปิดบริการแพร่ภาพไฮเดฟินิชัน (high definition) เป็นครั้งแรกเมื่อ ค.ศ.1936 และอาร์ซีเอเริ่มออกอากาศในอเมริกาใน ค.ศ.1939 การส่งภาพเริ่มมีการทดลองใน สหรัฐฯ เมื่อ ค.ศ. 1951

เคเบิลทีวีเริ่มเปิดบริการในสหรัฐฯ เมื่อทศวรรษ 1950 โดยบริษัทเอกชนส่งรายการไปยังสมาชิกตามสายเคเบิล วิธีนี้ทำให้มีช่องส่งมากกว่าวิธีส่งทางคลื่นวิทยุ เคเบิลทีวีมาไม่ถึงอังกฤษและยุโรปจนกระทั่งทศวรรษ 1980

เคเบิลทีวีบางทีก็ถ่ายทอดสัญญาณภาพจากดาวเทียมด้วย เมื่อถ่ายทอดโดยดาวเทียมไปยังจานรับสัญญาณของบริษัทที่สถานีกลาง แล้วส่งต่อไปยังบ้านตามสายเคเบิล


ระบบโทรทัศน์อื่น ๆ ที่เสนอหรืออยู่ในระหว่างการพิจารณาในช่วงปลายทศวรรษ 1980 มีโทรทัศน์คลื่นไมโครเวฟซึ่งมีถึง 60 สถานีในระยะใกล้ๆ โทรทัศน์ไฮเดฟินิชัน (HDTV) ใช้เส้นจอภาพมากกว่า 1,200 เส้น และกระจายภาพโดยตรงจากดาวเทียม (DBS) ไปยังจอรับสัญญาณภาพเล็ก ๆ ตามบ้าน ในการให้บริการเช่นนี้บริษัทที่ส่งสัญญาณจะต้องส่งสัญญาณเป็นรหัสเพื่อว่าสมาชิกผู้มีเครื่องถอดรหัสเท่านั้นจึงจะรับได้


ที่มา http://www.rmutphysics.com/charud/specialnews/6/television/Television5.htm

20:23

การรับภาพ


กลไกสำหรับเลือกช่องมีวงจรไฟฟ้าอยู่ เมื่อเรากดปุ่มที่เครื่องโทรทัศน์เพื่อเลือกชมสถานีที่ต้องการก็เท่ากับว่าเราทำให้วงจรนั้นสมบูรณ์ ระบบอิเล็กทรอนิกส์ภายในเครื่องก็จะปรับการรับสัญญาณให้ตรงกับความถี่ที่ต้องการ เสาอากาศของเครื่องรับก็จะเลือกสัญญาณที่ส่งมาจากอากาศ

สัญญาณที่สายอากาศรับได้นั้นอ่อนแรงมาก จึงต้องนำมาขยายสัญญาณต่อจากนั้นก็จะต้อง ถอดการกล้ำ สัญญาณ (คือแยกออกจากคลื่นวิทยุพาหะ) แล้วป้อนเข้ายังหลอดภาพ

หลอดรับภาพทำงานคล้ายกล้องถ่ายภาพโทรทัศน์ที่ย้อนขั้นตอน คือมันจะเปลี่ยนสัญญาณไฟฟ้าให้เป็นลวดลายของแสงสีต่างๆ ปลายข้างหนึ่งเป็นเครื่องยิงอิเล็กตรอนนี้ประกอบด้วยหลอดยิงลำแสงอิเล็กตรอน 3 หลอด สำหรับแม่สีแต่ละสี ด้านหลังของจอเคลือบด้วยวัสดุวาวแสงเป็นแถบในแนวตั้ง เรียกว่า ฟอสเฟอร์ (phosphor) มีสีแดง เขียว และฟ้าสลับกัน ด้านหลังจอมีตะแกรงรับแสง ทำเป็นช่องในแนวตั้งเรียงตรงกัน แถบนี้ทำให้ลำแสงแม่สีแต่ละลำพุ่งไปถูกสารเรืองแสงของสีที่ตรงกันเท่านั้น

สัญญาณภาพที่เข้ามาจะส่งไปเข้าเครื่องยิงอิเล็กตรอน ลำแสงอิเล็กตรอนจากเครื่องจะกราดจอแบบเดียวกับที่หลอดของกล้องกราดเป้า เนื่องด้วยพลังของลำแสงอิเล็กตรอนจากเครื่องจะกราดจอแบบเดียวกับที่หลอดของกล้องกราดเป้า เนื่องด้วยพลังของลำแสงอิเล็กตรอนเปลี่ยนแปลงไปตามสัญญาณภาพ ลำแสงจะกระทบจอตามจุดต่าง ๆ ด้วยความสว่างต่าง ๆกันไป ทำให้เกิดลวดลายแสงเหมือนกับที่กล้องจับได้ ลวดลายนี้จะผสมผสานกันในนัยน์ตาของเรา ทำให้เรามองเห็นภาพซึ่งเหมือนกับภาพที่ส่งมาจากต้นทาง




ที่มา http://www.rmutphysics.com/charud/specialnews/6/television/Television3.htm

20:20

รวมกับคลื่นวิทยุ


ก่อนที่สัญญาณจะส่งออกไปได้ก็ต้องกล้ำสัญญาณ(รวมกับคลื่นวิทยุ) ณ สถานีส่งให้เรียบร้อยก่อนแล้วจึงส่งออกไปโดยเครื่องส่งโทรทัศน์ พร้อมกับสัญญาณเสียงที่ส่งจากเครื่องส่งอีกเครื่องหนึ่งใกล้ ๆ กัน

ในหลายประเทศ สัญญาณโทรทัศน์ส่งจากเสาอากาศถ่ายทอดที่อยู่บนพื้นดินซึ่งใช้ความถี่อัลทราไฮเป็นเส้นตรงยังสถานีรับ เนื่องจากสัญญาณไม่สามารถเดินทางโค้งข้ามขอบฟ้าได้ ทำให้รัศมีแพร่สัญญาณจำกัดอยู่ที่ระยะประมาณ 65 กม. จึงต้องอาศัยการส่งผ่านเครือข่ายสถานี ในประเทศที่พลเมืองอยู่กันกระจัดกระจายหรือมีอาคารสูงรบกวนการรับสัญญาณ เครือข่ายเช่นนี้อาจมีปัญหา ดังนั้นบริษัทโทรทัศน์จึงหันมานิยมใช้ดาวเทียมสื่อสารเพื่อถ่ายทอดสัญญาณกันมากขึ้น




ที่มา http://www.rmutphysics.com/charud/specialnews/6/television/Television2.htm

20:13

การตรวจกราด



ขณะที่กล้องโทรทัศน์กำลังจับภาพใดอยู่นั้น มันก็จะแยกแสงจากภาพนั้นออกเป็นแม่สีทั้งสาม และส่งแต่ละสีไปยังหลอดสีต่าง ๆ ในกล้องโดยผ่านทางจากแก้วที่เรียกว่า จานสัญญาณ (signal jplate) ด้านหลังจานสัญญาณนี้มี เป้า (target) ซึ่งก็คือชั้นสารที่นำไฟฟ้าได้เมื่อโดนแสงกระทบ แสงที่ผ่านชั้นสารดังกล่าวนั้นยิ่งสว่างมากขึ้นเท่าใด ปริมาณไฟฟ้าก็ยิ่งมาก ปริมาณไฟฟ้าก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น แสงทำให้เกิดเป็นลวดลายของประจุไฟฟ้า พื้นที่ซึ่งมีแสงสว่างที่สุด ก็คือพื้นที่ซึ่งมีประจุไฟฟ้ามากที่สุด

ในหลอดสีแต่ละหลอดของกล้อง ลำแสงอิเล็กตรอน(รังสีแคโทด) จะส่องไปยังเป้าจากทางด้านหลังลำแสงจะเคลื่อนจากซ้ายไปขวาและกราดเป้าจากบนไปล่างเป็นเส้นแนวนอนชุดหนึ่ง ขณะที่ลำแสงกราดไปนั้น มันก็จะไปเสริมกำลังให้ประจุไฟฟ้าและคอยเติมพลังให้ประจุไฟฟ้าซึ่งอ่อนกำลังลงระหว่างการตรวจกราด(scan) นั้นให้เต็มอยู่เสมอบริเวณซึ่งสว่างที่สุดต้องเติมมากที่สุดการเติมกำลังนี้ สะท้อนให้เห็นลวดลายประจุไฟฟ้าซึ่งก่อให้เกิดสัญญาณไฟฟ้าผ่านไปยังจานสัญญาณ ที่เชื่อมอยู่กับวงจร กระแสไฟไหลผ่านวงจรด้วยแรงดันไฟฟ้าที่แตกต่างกันไปตามระดับความสว่าง

ลำแสงอิเล็กตรอนยิงกราดด้วยความเร็วที่กำหนดทำให้เกิดเส้น 625 หรือ525 เส้น แล้วแต่ระบบที่ใช้ระบบ 625 เส้นให้ความคมชัดมากกว่า ระบบนี้ใช้กันในยุโรป ออสเตรเลีย และหลายแห่งในเอเชียระบบ 525 เส้น ใช้กันเป็นส่วนใหญ่ในอเมริกาเหนือและใต้ และประเทศญี่ปุ่น

การยิงกราดลำแสงในแต่ละครั้งจะจับเพียงครึ่งของ สนาม (field) ของภาพ คือ กราดครั้งแรกด้วยเส้นเลขคี่แล้วก็เส้นเลขคู่ ขั้นตอนนี้จะให้ภาพที่สมบูรณ์ทุก ๆ 1/25 วินาที ดวงตาของมนุษย์เก็บภาพไว้ได้ 1/25 วินาที ดังนั้นภาพ 1 ชุดที่วิ่งไปด้วยอัตราความเร็วนี้จึงดูเหมือนเป็นภาพเดียวต่อกันไปถ้าหากวิ่งช้าลง ภาพที่ปรากฏบนจอจะดูไหวและกระตุกมากขึ้น ที่ต้องยิงลำแสงกราดภาพถึง 2 ขั้นก็เพราะการกราดพื้นที่ภาพทั้งหมดในครั้งเดียวด้วยความเร็วที่ต้องการนั้นเป็นเรื่องที่ยุ่งยากทางเทคนิค






ที่มา http://www.rmutphysics.com/charud/specialnews/6/television/Television1.htm

19:53

โทรทัศน์ : การส่งภาพผ่านทางคลื่นวิทยุ

ภาพที่เห็นเมื่อเราเปิดเครื่องรับโทรทัศน์ เกิดจากลวดลายของแสงซึ่งประกอบขึ้นจากสัญญาณไฟฟ้าเนื่องจากกล้องโทรทัศน์ถ่ายทอดภาพโดยการเปลี่ยนภาพที่ถ่ายให้เป็นสัญญาณไฟฟ้า แล้วแพร่สัญญาณไปกับคลื่นวิทยุด้วยความเร็วของแสง

สีที่ปรากฏบนจอโทรทัศน์เกิดจากการผสมแสงสีต่าง ๆ ในสัดส่วนที่แตกต่างกัน สีของแสงไม่ได้ผสมกันในลักษณะเดียวกับสีที่ใช้วาดรูป แม่สีสำหรับโทรทัศน์ คือ แดง เขียว และฟ้า เมื่อนำแสงสีหนึ่งหรือสองสีมาผสมกับแสงสีขาวในอัตราส่วนที่แตกต่างกัน ก็สามารถให้แสงสีเฉดต่าง ๆ ได้เกือบทุกสี



ที่มา http://www.rmutphysics.com/physics/oldfront/TV/television.htm

06:12

ระบบ HDTV ในแต่ละประเทศ

ในประเทศญี่ปุ่น และแถบยุโรป มีการใช้ระบบโทรทัศน์แบบ HDTV กันอย่างแพร่หลายส่วนในประเทศเกาหลีใต้ มีการให้บริการแซทเทิลไลท์สัญญาณดิจิตอลมัลติมีเดีย (Satellite digital multimedia broadcasting : Satellite DMB) โดยใช้เครื่องรับโทรศัพท์รับสัญญาณผ่านดาวเทียม ระบบที่ใกล้เคียงกับระบบนี้ คือ DVB-H จากประเทศกลุ่มยุโรป ซึ่งใช้งานกับเครื่องรับโทรศัพท์สำหรับในประเทศไทยเอง การรับสัญญาณโทรทัศน์ระบบดิจิตอลที่ใช้งานอยู่ในขณะนี้ คือ การรับสัญญาณผ่านดาวเทียม เช่น UBC และทีวีจากดาวเทียมต่างประเทศผ่านระบบเคเบี้ลทีวี ซึ่งยังเป็นการส่งระบบอนาล็อก

นอกจากนี้โทรทัศน์ดิจิตอลที่ใช้งานสำหรับมือถือเริ่มมีบทบาทมากขึ้น ซึ่งขณะนี้มีการทดลองในประเทศไทย โดยผู้ประกอบการด้านโทรศัพท์เคลื่อนที่

ประเทศไทยยังไม่มีการออกอากาศรายการคุณภาพ HD ในช่องฟรีทีวี แต่มีบริการให้รับชมรายการในระบบ HD โดยมีลักษณะเป็น PUSH VOD (Video Ondemand) ซึ่งเป็นการส่งไฟล์รายการคุณภาพ HD ผ่านดาวเทียมไปยังบ็อกซ์รับข้อมูล

การออกอากาศสดยังไม่มีผู้ให้บริการเคเบิ้ลทีวี หรือสถานีโทรทัศน์ใด ๆ ที่ให้บริการกระจายสัญญาณภาพและเสียงในระบบ HDTV อย่างเป็นทางการ มีเพียงแต่การทดลองออกอากาศสดในงาน ICT Expo 2007 ของบริษัท ทรูวิชั่น (แต่ทีวีบางรุ่นบางยี่ห้อที่ขายในไทย รองรับระบบนี้แล้ว)และในขณะที่ HDTV กำลังจะเข้าครอบครองสังคมอเมริกัน นักวิจัยของสถานีโทรทัศน์ NHK ในประเทศญี่ปุ่นก็เก้าไปสู่ความสำเร็จในการผลิต Ultra High Definition Television หรือ UHDV ซึ่งมีความละเอียดสูงมาก ที่ 33 เมกะพิกเซล หรือ 7,680x4,320 และมีเสียงระดับ 22.2 เชเนลการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้น่าจะได้รับแรงบันดาลใจครั้งสำคัญมาจากวงการเพลงของประเทศสหรัฐอเมริกา โมเดลธุรกิจใหม่ในวงการโทรทัศน์นี้อาจจะก่อให้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมโทรทัศน์และภาพยนตร์ครั้งใหญ่ เป็นอิสระจากอิทธิพลของผู้ลงโฆษณาทั้งหลายด้วย และนำไปสู่การสร้างสรรค์รายการที่ดีขึ้นและหลากหลายขึ้น ท้ายสุดระบบโทรทัศน์แบบดิจิตอลที่มีรายละเอียดสูง ซึ่งทำหน้าที่เสมือนคอมพิวเตอร์ไปในตัว ก็จะเข้ามาแทนที่โทรทัศน์แบบเดิม และอีกไม่นานคงมีโทรทัศน์เคลื่อนที่หรือโทรทัศน์มือถือ

ที่มา http://www.vcharkarn.com/vblog/35131/5