ปัจจุบัน โทรทัศน์ของเรามีหลายประเภทหลายยี่ห้อ ที่ถูกพัฒนาต่อเนื่องอย่างยาวนานจนได้มีหน้าตาเหมือนในยุคปัจจุบัน โดยมีเทคโนโลยีการแสดงภาพหลายแบบ เรามาทำความรู้จักกับเทคโนโลยีที่ใช้ในการแสดงภาพกันดีกว่าครับ
LCD Display (Liquid Crystal Display)
จอแบบ LCD เรียกได้ว่าเป็นการพัฒนาใหม่ (ไม่เหมือนเดิมซักกะนิด) โดยมันมีหลักการทำงานโดยอาศัยความร้อนจากขดลวด ไปบังคับให้ผลึกเหลวแสดงสีสันต่างๆตามที่ต้องการ โดยสิ่งที่เราว่า สารผลึกเหลวที่ใช้ใน LCD นั้นเป็นสารสังเคราะห์ที่จัดได้ว่าเป็นสารใหม่ที่พัฒนากันมาเมื่อไม่นานนี้ คำว่าผลึกเหลว ( Liquid Crystal ) หมายถึง สารที่อยู่ระหว่างของแข็งกับของเหลว ปกติสารทั่วไปเมื่อเป็นของแข็งที่อุณหภูมิหนึ่งครั้นได้รับอุณหภูมิสูงขึ้น ก็จะหลอมละลายเป็นของเหลว แต่สำหรับผลึกเหลวนี้มีคุณสมบัติพิเศษคือมีช่วงอุณหภูมิที่กว้างสำหรับสถานะ ที่อยู่ระหว่าง ของแข็งกับของเหลว ผลึกเหลวจึงแตกต่างจากวัสดุทั่วไปที่มีจุดหลอมเหลวที่เปลี่ยนสถานะจากของ แข็งเป็นของเหลว หรือแม้แต่พลาสติกก็จะเริ่มอ่อนตัวเมื่อได้รับความร้อนจนหลอมละลาย แต่สำหรับผลึกเหลวมีลักษณะพิเศษ ชนิดของผลึกเหลวแยกตามโครงสร้างโมเลกุลเช่น แบบเนมาติก ( nematic ) แบบสเมติก ( smetic) แบบคอเลสเตริก สำหรับหลักการทำงานของมันนั้น ปรากฏการณ์ของผลึกเหลวเป็นปรากฏการณ์ที่มีลักษณะพิเศษสารอื่นๆ ในสถานะปกติ เมื่อยังไม่มีแรงดันไฟฟ้าป้อนให้ โมเลกุลของผลึกเหลววางตัวเป็นเกลียวในแนวคอลัมน์ แต่เมื่อ้อนแรงดันไฟฟ้าให้กับผลึกเหลว โครงสร้างโมเลกุลจะกระจักกระจายอย่างสุ่ม สำหรับ LCD นั้นได้เริ่มนำมาใช้ในจอแสดงผลในเครื่องคอมพิวเตอร์แบบแลปท็อป แบบโน๊ตบุ้ค แบบพาล์มท็อป การแสดงผลของ LCD มีลักษณะแบบแบนราบ น้ำหนักเบา กินไฟน้อย
พัฒนาการของ LCD
LCD มีการพัฒนาก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว เริ่มจากการพัฒนาขึ้นเพื่อใช้กับเครื่องคิดเลขและนาฬิกาดิจิตอล หลังจากนั้นก็พัฒนาต่อเนื่องเพื่อรองรับความต้องการที่มีมากขึ้น เทคโนโลยี LCD เป็นเทคโนโลยีที่มียุคสมัย และแบ่งยุคได้ตามการพัฒนาเป็นขั้นๆเหมือนยุคของคอมพิวเตอร์
ยุคแรก สร้างฐานของเทคโนโลยี
ในยุคนี้เป็นยุคที่เริ่มต้นของการพัฒนา LCD เทคนิควิธีการที่ใช้เป็นแบบ DMS (Dynamic Seattering Method)และ TN (Twisted Nematic) โดยมีนาย Friedrich Reinitzer เป็นผู้ค้นพบ ผลึกเหลว ข้อเด่นของเทคโนโลยีนี้คือ ใช้กำลังงานไฟฟ้าต่ำ ใช้แรงดันต่ำ เหมาะสมที่จะใช้งานกับเทคโนโลยี CMOS จึงนำมาประยุกต์ใช้ในเครื่องคิดเลข นาฬิกา ฯลฯ แต่ไม่สามารถแสดงผลเป็นแบบสีได้
ยุคที่สอง ยุคขยายฐาน
การประยุกต์ใช้งาน LCD เริ่มกว้างขวางมากขึ้น เทคโนโลยีที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นแบบTNโดยพัฒนาให้แผงแสดง มีลักษณะบางและ กะทัดรัดและเริ่มใช้ตัวสะท้อนให้มีสี การประยุกต์ใช้งานส่วนใหญ่ยังคงเป็นเรื่องของเครื่องคิดเลข นาฬิกา ฯลฯ
ยุคที่สาม ยุคกระจาย
ในยุคนี้มีการผลิตแพร่หลาย มีการตั้งโรงงานการผลิต LCD กระจายขึ้นทั่วโลก เทคโนโลยีที่ใช้เป็นแบบ TN และ GH (Guest Host) ข้อเด่นที่ได้ในยุคนี้ก็คือ LCD มีความเชื่อถือสูง มีความคงทน มีความเข้มคมชัด ีความเร็วในการตอบสนองต่อสัญญาณ ไฟฟ้าได้เร็ว การขยายการใช้งานจึงกว้างขวางขึ้นมาก มีการประยุคใช้ในกล้องถ่ายรูปรถยนต์แผงแสดงของจอคอมพิวเตอร์เกม และอุปกรณ์สำนักงานต่างๆ การก้าวเข้าสู่รถยนต์ก็เพราะว่าสามารถลดอุปกรณ์การวัดที่ต้องอาศัยกลไกมา เป็นอิเล็กทรอนิกส์ ได้มาก การแสดงผลเป็นแบบพาสซีฟจึงไม่สามารถสร้างความเครียดให้กับสายตา
ยุคที่สี่ ยุคท้าทายที่จะแทน CRT
การใช้งานกว้างขวางและมีตลาดรองรับอยู่มาก เทคโนโลยีที่ก้าวเข้ามาในยุคนี้คือ การใช้ TFT หรือ Thin Film Transistor และแบบ Glare Type เพื่อสร้างจอภาพแสดงผลแบบ Active ข้อดีคือ สามารถมัลติเพล็กซ์สัญญาณการแสดงผลได้เร็วทำให้จอภาพมีขนาดใหญ่ขึ้น ราคาถูกลง แสดงสีได้เหมือนธรรมชาติ ให้ความละเอียดได้สูง การประยุกต์ใช้งานจึงเน้นจำพวกโทรทัศน์จอแบน (HDTV) จอคอมพิวเตอร์
TV แบบ Plasma
ต้นกำเนิด
มันถือกำเนิดโดย Donald Bitzer แห่ง University of Illinois at Urbana-Champaign ผู้ซึ่งค้นพบการเปล่งแสงของแก๊สนีออนในปี 1964 โดยมันมีขนาด 1 นิ้วและแสดงผลได้เพียงแค่ สีส้ม และต่อมาบริษัท Burroughs Corporation ได้นำไปพัฒนาให้ใช้กับอุปกรณ์ให้ความบันเทิงต่างๆเช่น Slot machine เครื่องเล่น Pin ball และแล้วในปี 1992 บริษัท Fujisu จากแดนปลาดิบได้ทำการพัฒนา Technology Hybrid Plasma เพื่อใช้ในการแสดงภาพแบบสี ด้วยเหตุนี้เองจึงเป็นต้นกำเนิด TV แบบ Plasma ที่สามารถแสดงภาพสีได้จนถึงปัจจุบัน
หลักการทำงานของ TV แบบ Plasma
ภาพแบบพลาสม่าทีวี แสดงภาพโดยการใช้แสงที่เกิดจากการแตกตัว ionized ของ neon gas (นีออน)เพื่อแสดงผลของภาพออกมาที่แผงหน้าจอ ภายในจอภาพมีองค์ประกอบที่เต็มไปด้วย neon gas แต่ละพิกเซลกำเนิดแสงได้เอง Plasma ทีวี จะเน้นทำแต่ ขนาดใหญ่ๆครับ 42 นิ้วขึ้นไป จนถึงขนาด 150 นิ้ว ใหญ่มาก ใหญ่กว่า LCD และยังสามารถแสดงภาพเคลื่อนไหวได้ดีกว่า เพราะ Response time ต่ำมากๆ รวมถึงการให้ค่าความสว่างสูงกว่า LCD แต่ว่ามีปัญหาตรงที่ไม่สามารถแสดงภาพนิ่งได้เป็นเวลานานๆ เพราะจะเกิดอาการ Burn-in ได้และรวมถึงการกินไฟที่มากกว่า จึงทำให้ไม่ค่อยได้รับความนิยมในการนำมาแสดงผลของเครื่อง Computer เท่าไรนัก
ที่มา http://www.i3.in.th/news/view/1491/4