01:10

โทรทัศน์ในยุคปัจจุบัน

ปัจจุบัน โทรทัศน์ของเรามีหลายประเภทหลายยี่ห้อ ที่ถูกพัฒนาต่อเนื่องอย่างยาวนานจนได้มีหน้าตาเหมือนในยุคปัจจุบัน โดยมีเทคโนโลยีการแสดงภาพหลายแบบ เรามาทำความรู้จักกับเทคโนโลยีที่ใช้ในการแสดงภาพกันดีกว่าครับ

LCD Display (Liquid Crystal Display)


จอแบบ LCD เรียกได้ว่าเป็นการพัฒนาใหม่ (ไม่เหมือนเดิมซักกะนิด) โดยมันมีหลักการทำงานโดยอาศัยความร้อนจากขดลวด ไปบังคับให้ผลึกเหลวแสดงสีสันต่างๆตามที่ต้องการ โดยสิ่งที่เราว่า สารผลึกเหลวที่ใช้ใน LCD นั้นเป็นสารสังเคราะห์ที่จัดได้ว่าเป็นสารใหม่ที่พัฒนากันมาเมื่อไม่นานนี้ คำว่าผลึกเหลว ( Liquid Crystal ) หมายถึง สารที่อยู่ระหว่างของแข็งกับของเหลว ปกติสารทั่วไปเมื่อเป็นของแข็งที่อุณหภูมิหนึ่งครั้นได้รับอุณหภูมิสูงขึ้น ก็จะหลอมละลายเป็นของเหลว แต่สำหรับผลึกเหลวนี้มีคุณสมบัติพิเศษคือมีช่วงอุณหภูมิที่กว้างสำหรับสถานะ ที่อยู่ระหว่าง ของแข็งกับของเหลว ผลึกเหลวจึงแตกต่างจากวัสดุทั่วไปที่มีจุดหลอมเหลวที่เปลี่ยนสถานะจากของ แข็งเป็นของเหลว หรือแม้แต่พลาสติกก็จะเริ่มอ่อนตัวเมื่อได้รับความร้อนจนหลอมละลาย แต่สำหรับผลึกเหลวมีลักษณะพิเศษ ชนิดของผลึกเหลวแยกตามโครงสร้างโมเลกุลเช่น แบบเนมาติก ( nematic ) แบบสเมติก ( smetic) แบบคอเลสเตริก สำหรับหลักการทำงานของมันนั้น ปรากฏการณ์ของผลึกเหลวเป็นปรากฏการณ์ที่มีลักษณะพิเศษสารอื่นๆ ในสถานะปกติ เมื่อยังไม่มีแรงดันไฟฟ้าป้อนให้ โมเลกุลของผลึกเหลววางตัวเป็นเกลียวในแนวคอลัมน์ แต่เมื่อ้อนแรงดันไฟฟ้าให้กับผลึกเหลว โครงสร้างโมเลกุลจะกระจักกระจายอย่างสุ่ม สำหรับ LCD นั้นได้เริ่มนำมาใช้ในจอแสดงผลในเครื่องคอมพิวเตอร์แบบแลปท็อป แบบโน๊ตบุ้ค แบบพาล์มท็อป การแสดงผลของ LCD มีลักษณะแบบแบนราบ น้ำหนักเบา กินไฟน้อย

พัฒนาการของ LCD

LCD มีการพัฒนาก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว เริ่มจากการพัฒนาขึ้นเพื่อใช้กับเครื่องคิดเลขและนาฬิกาดิจิตอล หลังจากนั้นก็พัฒนาต่อเนื่องเพื่อรองรับความต้องการที่มีมากขึ้น เทคโนโลยี LCD เป็นเทคโนโลยีที่มียุคสมัย และแบ่งยุคได้ตามการพัฒนาเป็นขั้นๆเหมือนยุคของคอมพิวเตอร์

ยุคแรก สร้างฐานของเทคโนโลยี
ในยุคนี้เป็นยุคที่เริ่มต้นของการพัฒนา LCD เทคนิควิธีการที่ใช้เป็นแบบ DMS (Dynamic Seattering Method)และ TN (Twisted Nematic) โดยมีนาย Friedrich Reinitzer เป็นผู้ค้นพบ ผลึกเหลว ข้อเด่นของเทคโนโลยีนี้คือ ใช้กำลังงานไฟฟ้าต่ำ ใช้แรงดันต่ำ เหมาะสมที่จะใช้งานกับเทคโนโลยี CMOS จึงนำมาประยุกต์ใช้ในเครื่องคิดเลข นาฬิกา ฯลฯ แต่ไม่สามารถแสดงผลเป็นแบบสีได้

ยุคที่สอง ยุคขยายฐาน


การประยุกต์ใช้งาน LCD เริ่มกว้างขวางมากขึ้น เทคโนโลยีที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นแบบTNโดยพัฒนาให้แผงแสดง มีลักษณะบางและ กะทัดรัดและเริ่มใช้ตัวสะท้อนให้มีสี การประยุกต์ใช้งานส่วนใหญ่ยังคงเป็นเรื่องของเครื่องคิดเลข นาฬิกา ฯลฯ

ยุคที่สาม ยุคกระจาย


ในยุคนี้มีการผลิตแพร่หลาย มีการตั้งโรงงานการผลิต LCD กระจายขึ้นทั่วโลก เทคโนโลยีที่ใช้เป็นแบบ TN และ GH (Guest Host) ข้อเด่นที่ได้ในยุคนี้ก็คือ LCD มีความเชื่อถือสูง มีความคงทน มีความเข้มคมชัด ีความเร็วในการตอบสนองต่อสัญญาณ ไฟฟ้าได้เร็ว การขยายการใช้งานจึงกว้างขวางขึ้นมาก มีการประยุคใช้ในกล้องถ่ายรูปรถยนต์แผงแสดงของจอคอมพิวเตอร์เกม และอุปกรณ์สำนักงานต่างๆ การก้าวเข้าสู่รถยนต์ก็เพราะว่าสามารถลดอุปกรณ์การวัดที่ต้องอาศัยกลไกมา เป็นอิเล็กทรอนิกส์ ได้มาก การแสดงผลเป็นแบบพาสซีฟจึงไม่สามารถสร้างความเครียดให้กับสายตา


ยุคที่สี่ ยุคท้าทายที่จะแทน CRT


การใช้งานกว้างขวางและมีตลาดรองรับอยู่มาก เทคโนโลยีที่ก้าวเข้ามาในยุคนี้คือ การใช้ TFT หรือ Thin Film Transistor และแบบ Glare Type เพื่อสร้างจอภาพแสดงผลแบบ Active ข้อดีคือ สามารถมัลติเพล็กซ์สัญญาณการแสดงผลได้เร็วทำให้จอภาพมีขนาดใหญ่ขึ้น ราคาถูกลง แสดงสีได้เหมือนธรรมชาติ ให้ความละเอียดได้สูง การประยุกต์ใช้งานจึงเน้นจำพวกโทรทัศน์จอแบน (HDTV) จอคอมพิวเตอร์

TV แบบ Plasma


ต้นกำเนิด


มันถือกำเนิดโดย Donald Bitzer แห่ง University of Illinois at Urbana-Champaign ผู้ซึ่งค้นพบการเปล่งแสงของแก๊สนีออนในปี 1964 โดยมันมีขนาด 1 นิ้วและแสดงผลได้เพียงแค่ สีส้ม และต่อมาบริษัท Burroughs Corporation ได้นำไปพัฒนาให้ใช้กับอุปกรณ์ให้ความบันเทิงต่างๆเช่น Slot machine เครื่องเล่น Pin ball และแล้วในปี 1992 บริษัท Fujisu จากแดนปลาดิบได้ทำการพัฒนา Technology Hybrid Plasma เพื่อใช้ในการแสดงภาพแบบสี ด้วยเหตุนี้เองจึงเป็นต้นกำเนิด TV แบบ Plasma ที่สามารถแสดงภาพสีได้จนถึงปัจจุบัน

หลักการทำงานของ TV แบบ Plasma


ภาพแบบพลาสม่าทีวี แสดงภาพโดยการใช้แสงที่เกิดจากการแตกตัว ionized ของ neon gas (นีออน)เพื่อแสดงผลของภาพออกมาที่แผงหน้าจอ ภายในจอภาพมีองค์ประกอบที่เต็มไปด้วย neon gas แต่ละพิกเซลกำเนิดแสงได้เอง Plasma ทีวี จะเน้นทำแต่ ขนาดใหญ่ๆครับ 42 นิ้วขึ้นไป จนถึงขนาด 150 นิ้ว ใหญ่มาก ใหญ่กว่า LCD และยังสามารถแสดงภาพเคลื่อนไหวได้ดีกว่า เพราะ Response time ต่ำมากๆ รวมถึงการให้ค่าความสว่างสูงกว่า LCD แต่ว่ามีปัญหาตรงที่ไม่สามารถแสดงภาพนิ่งได้เป็นเวลานานๆ เพราะจะเกิดอาการ Burn-in ได้และรวมถึงการกินไฟที่มากกว่า จึงทำให้ไม่ค่อยได้รับความนิยมในการนำมาแสดงผลของเครื่อง Computer เท่าไรนัก

ที่มา http://www.i3.in.th/news/view/1491/4

01:10

วิวัฒนาการ "โทรทัศน์" จากอดีตสู่อนาคต นวัตกรรมที่ไม่มีวันหยุดนิ่ง

OLED TV

OLED หรือ Organic Light-Emitting Diodes คือ อุปกรณ์ที่ทำด้วยฟิล์มของวัสดุอินทรีย์กึ่งตัวนำ ที่สามารถเปล่งแสงได้เองเมื่อได้รับพลังงานไฟฟ้า เรียกว่ากระบวนการ Electroluminescence (อิเล็กโทรลูมิเนสเซนซ์) เมื่อนำมาใช้เป็นจอภาพจึงไม่จำเป็นต้องมี Backlight ฉายแสงด้านหลังไปทั่วทั้งจอภาพ อย่างที่ทำกันในจอ LCD หรือ Plasma ซึ่งยังทำให้จุดสีดำใดๆในภาพ ก็จะได้สีที่ดำสนิทมืดมิดจริงๆ เพราะไม่มีแสงสว่างออกมาเลยนั่นเอง ด้วยคุณสมบัติเด่นนี้เองจึงทำให้จอแบบ OLED สามารถประหยัดพลังงานไฟฟ้า และให้ความบางที่มากกว่าจอ LCD ได้.


โครงสร้างและหลักการทำงาน

1. กระแสไฟฟ้าจะไหลจาก Cathode ผ่านชั้นสารอินทรีย์ไปยัง Anode โดย Cathode จะให้กระแสelectrons แก่ชั้น Emissive layer ขณะเดียวกัน
2. Anode จะดึง electrons ในชั้น Conductive layer ให้เคลื่อนที่เข้ามา เกิดเป็น electron holes ขึ้น
3. ระหว่างชั้น Emissive และ Conductive layer จะเกิดปฏิกิริยา electron (-) เข้าจับคู่กับ hole (+) ขึ้น ซึ่งกระบวนนี้เอง ที่จะเกิดการคายพลังงานส่วนเกินออกมา นั่นก็คือแสงสว่างที่เราต้องการ

สำหรับการให้สีแก่แสงนั้น จะขึ้นอยู่กับชนิดของโมเลกุลสารอินทรีย์ในชั้น Emissive layer ซึ่งในการผลิตจอ Full-color OLEDs จะใช้สารอินทรีย์ 3 ชนิด เพื่อให้ได้แม่สีของแสงคือน้ำเงิน, แดง และเขียว

ส่วนความเข้มและความสว่างของแสงที่ได้ จะขึ้นอยู่กับกระแสไฟฟ้าที่ให้เข้าไป ซึ่งโดยปกติจะใช้กระแสไฟฟ้าที่ประมาณ 3-10 โวลต์

และด้วยความที่ทำจากฟิล์มสารอินทรีย์ที่บาง ระดับนาโนเมตรนี้เอง เราจึงสามารถประกอบอุปกรณ์ OLED บนวัสดุที่พับงอได้ เช่น พลาสติกใส เกิดเป็นจอภาพแบบยืดหยุ่น (Flexible Display) ได้ขึ้นมา

จุดเด่นของ OLED

- สามารถเปล่งแสงได้ด้วยตัวเอง ทำให้ใช้พลังงานน้อยกว่าจอแบบอื่นๆ
- จอมีความบางกว่า เบากว่า และมีความยืดหยุ่นสูงจนสามารถโค้งงอได้
- ให้ความสว่างมากกว่า เนื่องจากจอทำจากพลาสติกที่มีความบางมาก การผ่านของแสงจึงดีกว่า
- ง่ายต่อการขยายขนาด เพราะทำจากพลาสติก จึงสามารถสร้างให้มีขนาดใหญ่ได้ และปลอดภัย

จุดด้อยของ OLED

- อายุการใช้งานของฟิล์มที่ให้กำเนิดสีน้ำเงิน ยังมีอายุการใช้งานสั้นเพียง 1,000 ชั่วโมง (แต่สำหรับสีแดง และเขียว มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน ประมาณ 10,000 ถึง 40,000 ชั่วโมง) ซึ่งตรงนี้ไม่ดีแน่ถ้าหากหลอดภาพบางสีมันเสียหรือเสื่อมไป
- ปัจจุบันขั้นตอนการผลิตยังคงมีราคาสูง เนื่องจากยังไม่สามารถผลิตเป็นผลิตภัณฑ์เชิงปริมาณได้
- สารอินทรีย์ที่ใช้ทำ OLED จะเสียหายได้ง่ายเมื่อโดนน้ำหรือออกซิเจน


เราจะเห็นได้ว่า โทรทัศน์ได้มีการวิวัฒนาการมาอย่างต่อเนื่องหลายยุคหลายสมัย มีการใช้องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมหลายแขนง จนทำให้เราได้มีสิงประดิษฐ์มหัศจรรย์ที่เรามีใช้ได้จนถึงทุกวันนี้ และเชื่อว่าเทคโนโลยียังคงไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้ เราจึงให้สมญานามว่า โทรทัศน์มหัศจรรย์แห่งนวัตกรรมที่ไม่มีวันตายครับ

ที่มา http://www.i3.in.th/news/view/1491/5

01:09

วิธีการรับชม ทีวีไทย...

มี 2 วิธีที่จะรับสัญญาณของทีวีไทย คือ

วิธีที่ 1 รับสัญญาณจากสถานีส่งภาคพื้นดินด้วยแผงสายอากาศ UHF
ซึ่งมีสถานีส่งสัญญาณตามจังหวัดและอำเภอต่างๆ ทั่วประเทศ 50 สถานี ( ดูรายละเอียดได้จากระบบ
การแพร่ภาพ ) ท่านสามารถตรวจสอบได้ว่า พื้นที่ที่ท่านอาศัยอยู่นี้ สามารถรับสัญญาณได้จากสถานี
ส่งสัญญาณ ของทีวีไทย แห่งใด ช่องสัญญาณ คุณภาพของสัญญาณอยู่ในระดับใด และจะต้องติดตั้ง
แผงสายอากาศ UHF อย่างไร โดยคลิกเข้าที่ ( ระบบค้นหาสถานีส่งสัญญาณทีวีไทย)
โดยท่านจะต้องป้อนข้อมูล จังหวัด เขต/อำเภอ และ ตำบล ที่ต้องการค้นหา

เมื่อท่านได้ข้อมูลสถานีส่งสัญญาณที่ให้บริการในพื้นที่แล้ว จะปรากฏข้อมูลดังตัวอย่างต่อไปนี้

ให้ปรับเสาอากาศไปยัง :

ชื่อสถานี

กาญจนบุรี

ทิศทาง (Rx)

29 องศาเหนือ

ระยะห่างจากสถานีส่ง (Km)

12.6 กิโลเมตร

ระดับสัญญาณที่ (Fv)

74.5 ดีบีไมโครโวลล์/เมตร

คุณภาพของสัญญาณ (QL)

5

และจะปรากฏแผนที่แสดงขอบเขตการส่งสัญญาณของสถานี จ.กาญจนบุรี ซึ่งจะระบุที่ตั้ง และช่องสัญญาณมาให้ด้วย

คำอธิบาย :

- ให้ปรับเสาอากาศไปยัง ชื่อสถานี กาญจนบุรี
หมายถึง ท่านสามารถรับสัญญาณทีวีไทยได้จากสถานีส่งที่ จ.กาญจนบุรี ซึ่งภายในแผนที่แสดงขอบเขตการส่งสัญญาณของสถานี จ.กาญจนบุรี จะระบุที่ตั้งของสถานีเครื่องส่งตั้งอยู่ที่ บ้านแก่งจีน ถ.ลาดหญ้า ต.ลาดหญ้า อ.เมือง จ.กาญจนบุรี ส่งออกอากาศช่องสัญญาณที่ 34

- ทิศทาง (Rx) 29 องศาเหนือ
หมายถึง ปีกสายอากาศ จะต้องปรับทำมุมกับทิศเหนือประมาณ 29 องศา ในทิศตามเข็มนาฬิกา

- ระยะห่างจากสถานีส่ง (D) 12.6 กิโลเมตร
หมายถึง จากจุดที่ท่านอยู่ห่างจากสถานีส่งสัญญาณประมาณ 12.6 กิโลเมตร

- ระดับสัญญาณที่ (Fv) 74.5 ดีบีไมโครโวลล์ / เมตร
หมายถึง ในพื้นที่ที่ท่านอาศัยอยู่นี้ รับสัญญาณได้ระดับ 74.5 ดีบีไมโครโวลต์ / เมตร (สัญญาณที่รับได้ควรอยู่ระหว่าง 58 – 90 ดีบีไมโครโวลต์ / เมตร จึงจะได้สัญญาณที่มีคุณภาพดี)

- คุณภาพของสัญญาณ (QL) = 5
หมายถึง สามารถรับสัญญาณได้ชัดเจน โดยมีเงื่อนไขที่สัมพันธ์กันของข้อมูลที่ได้ เพื่อให้การติดตั้งเสาอากาศรับสัญญาณได้ชัดเจนดังนี้

เงื่อนไขการติดตั้งเสาอากาศ UHF หลังจากที่ค้นหาเขตพื้นที่บริการแล้ว
1. QL อยู่ในระดับ 4 หรือ 5

ระยะทาง (D)
(กิโลเมตร)

การติดตั้งแผงสายอากาศ UHF

D <20

แผงสายอากาศขนาดต่ำกว่า 10E
ความสูงของเสารับสัญญาณอย่างน้อย 6 เมตร

20 < D < 40

แผงสายอากาศขนาด 10E - 14E
ความสูงของเสารับสัญญาณอย่างน้อย 8 เมตร

40 < D < 60

แผงสายอากาศขนาด 14E ขึ้นไป
ความสูงของเสารับสัญญาณอย่างน้อย 12 เมตร

60 < D

แผงสายอากาศขนาด 14E ขึ้นไป
ความสูงของเสารับสัญญาณอย่างน้อย 15 เมตร

2. QL อยู่ในระดับ 2 หรือ 3

ระยะทาง (D)
(กิโลเมตร)

การติดตั้งแผงสายอากาศ UHF

D <20

แผงสายอากาศขนาดต่ำกว่า 10E
ความสูงของเสารับสัญญาณอย่างน้อย 8 เมตร

20 < D < 40

แผงสายอากาศขนาด 10E - 14E
ความสูงของเสารับสัญญาณอย่างน้อย 10 เมตร

40 < D < 60

แผงสายอากาศขนาด 14E ขึ้นไป
ความสูงของเสารับสัญญาณอย่างน้อย 15 เมตร

60 < D

แผงสายอากาศขนาด 14E ขึ้นไป
ความสูงของเสารับสัญญาณอย่างน้อย 18 เมตร

3. QL อยู่ในระดับ 0 หรือ 1
ในปัจจุบันนี้ พื้นที่ที่ท่านอาศัยอยู่ค่อนข้างรับสัญญาณได้ต่ำมากหรืออาจจะรับสัญญาณยัง ไม่ได้จากสถานีส่งสัญญาณภาคพื้นดิน ท่านอาจจะใช้อุปกรณ์รับสัญญาณดาวเทียมแทน

วิธีที่ 2 รับสัญญาณจากดาวเทียมไทยคม 2

ด้วยอุปกรณ์ชุดรับสัญญาณดาวเทียม ระบบดิจิตอล กรณีนี้น่าจะเป็นทางเลือก หากท่านไม่สามารถรับสัญญาณจาก สถานีส่งภาคพื้นดินได้

ทีวี ไทย ส่งสัญญาณแพร่ภาพผ่านดาวเทียมไทยคม 2 ย่านความถี่ C-Band ในระบบ DVB-S ซึ่งเป็นระบบมาตรฐาน สำหรับการส่งสัญญาณโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมในแบบดิจิตอล สัญญาณดาวเทียมนี้ นอกจากจะครอบคลุมทุกพื้นที่ ในประเทศไทยแล้ว ผู้ชมในต่างประเทศที่อยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ ก็สามารถ รับสัญญาณได้จากดาวเทียมไทยคม 2 เช่นเดียวกัน

นการรับสัญญาณดาวเทียมนี้ จะต้องตั้งค่าที่เครื่องรับสัญญาณดาวเทียมให้ถูกต้องคือ

1. ความถี่ Down Link จากดาวเทียม 4145 MHz. หรือ L-Band = 1005 MHz.
2. Polarization = Horizontal
3. Forward Error Correction (FEC) = 3/4
4. Symbol Rate = 4815 KSPS หรือ 4.815 MSPS

ปัจจุบัน อุปกรณ์รับสัญญาณดาวเทียม เริ่มเป็นที่แพร่หลายมากขึ้น เนื่องจากสามารถรับชมภาพ และเสียงได้ชัดเจนมาก ประสิทธิภาพและการใช้งานที่สะดวกขึ้น ในขณะที่ราคาอุปกรณ์ ลดลงอย่างมาก จึงเป็นที่นิยมของผู้ชม ที่อยู่ในพื้นที่ ที่เป็นจุดบอดของสัญญาณระบบส่งภาคพื้นดิน..

ที่มา http://www.thaipbs.or.th/Service/

01:09

ระบบการแพร่ภาพ...

สถานีโทรทัศน์ทีวีไทยส่งสัญญาณแพร่ภาพออกอากาศ 2 รูปแบบ คือ

* การแพร่ภาพด้วยสถานีส่งสัญญาณภาคพื้นดิน

เป็น การจัดตั้งสถานีเครื่องส่งสัญญาณโทรทัศน์ในจังหวัดหรืออำเภอต่างๆ เพื่อให้บริการแก่ประชาชนอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน ระบบการแพร่ภาพออกอากาศภาคพื้นดิน ใช้คลื่นความถี่ UHF หรือ Ultra High Frequency และใช้มาตรฐานของ Video ระบบ PAL G ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐาน CCIR โดยช่องสัญญาณย่านความถี่ UHF สำหรับกิจการ โทรทัศน์ในประเทศไทย ได้จัดสรรไว้ระหว่างช่องที่ 26 ถึง 60 หรือมีความถี่อยู่ระหว่าง 510 ถึง 790 MHz. ระบบเสียงที่สถานีโทรทัศน์ทีวีไทยส่งออกอากาศประกอบด้วย ระบบเสียง Mono และ Digital NICAM Stereo ซึ่งระบบเสียง Digital NICAM นี้จะให้เสียงที่มีคุณภาพคมชัดแบบ Stereo และผู้ชมทางบ้านจะสามารถรับฟังเสียง Sound Track ได้จากระบบเสียง Digital NICAM นี้ หากเครื่องรับโทรทัศน์ของผู้ชมทางบ้านมีระบบดังกล่าว

ทีวี ไทยได้พยายามอย่างต่อเนื่องที่จะขยายการส่งสัญญาณโทรทัศน์แพร่ภาพออกไปทั่ว ประเทศ เพื่อให้ประชาชนทุกพื้นที่ ทั้งในตัวเมืองและชนบทที่ห่างไกล สามารถรับสัญญาณภาพ และเสียงได้อย่างชัดเจน ได้รับรู้ข่าวสาร สาระบันเทิง ที่จะเป็นประโยชน์ ต่อการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน

ทีวีไทยมีสถานีส่งสัญญาณภาคพื้นดินเป็นจำนวน 52 สถานี ครอบคลุมประชากรที่ สามารถรับสัญญาณได้ประมาณ 98% ของประชากรทั้งประเทศ ซึ่งมีดังต่อไปนี้

ภาค เหนือ 14 สถานี คือที่ จ.เชียงใหม่ จ.เชียงราย จ.แม่ฮ่องสอน จ.ลำปาง จ.พะเยา อ.ไชยปราการ อ.แม่สะเรียง อ.เถิน จ.สุโขทัย จ.น่าน จ.แพร่ จ.ตาก จ.เพชรบูรณ์ จ.นครสวรรค์

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 13 สถานี คือที่ จ.ขอนแก่น จ.อุดรธานี จ.นครราชสีมา จ.สกลนคร จ.เลย
จ.ชัยภูมิ อ.ชุมแพ อ.บึงกาฬ อ.ชุมพวง จ.อุบลราชธานี จ.สุรินทร์ จ.มุกดาหาร จ.ร้อยเอ็ด

ภาค กลางและตะวันออก 11 สถานี คือที่ กรุงเทพฯ จ.สิงห์บุรี จ.กาญจนบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ จ.เพชรบุรี เมืองพัทยา อ.หัวหิน อ.มวกเหล็ก จ.สระแก้ว จ.ระยอง จ.ตราด

ภาคใต้ 12 สถานี คือที่ จ.สุราษฎร์ธานี จ.นครศรีธรรมราช จ.ภูเก็ต จ.ชุมพร จ.ระนอง อ.ทุ่งสง
อ.ตะกั่วป่า อ.เกาะสมุย จ.สงขลา จ.ยะลา จ.ตรัง จ.สตูล

** การแพร่ภาพผ่านดาวเทียม

ทีวี ไทยส่งสัญญาณแพร่ภาพผ่านดาวเทียมไทยคม 2 ย่านความถี่ C-Band ในระบบ DVB-S หรือ Digital Video Broadcast - Satellite ซึ่งเป็นระบบมาตรฐานสำหรับการส่งสัญญาณโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมในแบบดิจิตอล สัญญาณดาวเทียมนี้นอกจากจะครอบคลุมทุกพื้นที่ในประเทศไทยแล้ว ผู้ชมในต่างประเทศที่อยู่ในภูมิภาคเอเซียตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ ก็สามารถรับสัญญาณได้จากดาวเทียมไทยคม 2 เช่นเดียวกัน
ในการรับสัญญาณดาวเทียมนี้ จะต้องตั้งค่าที่เครื่องรับสัญญาณดาวเทียมให้ถูกต้องคือ

1. ความถี่ Down Link จากดาวเทียม 4145 MHz. หรือ L-Band = 1005 MHz.
2. Polarization = Horizontal
3. Forward Error Correction (FEC) = 3/4
4. Symbol Rate = 4815 KSPS หรือ 4.815 MSPS

ปัจจุบันอุปกรณ์รับสัญญาณดาวเทียม เริ่มเป็นที่แพร่หลายมากขึ้น เนื่องจากสามารถรับชมภาพ และเสียงได้ชัดเจนมาก ประสิทธิภาพและการใช้งานที่สะดวกขึ้น ในขณะที่ราคาอุปกรณ์ ลดลงอย่างมาก จึงเป็นที่นิยมของผู้ชม ที่อยู่ในพื้นที่ ที่เป็นจุดบอดของสัญญาณระบบส่งภาคพื้นดิน

ที่มา http://www.thaipbs.or.th/Broadcasting/