20:26

จากจานหมุนสู่ดาวเทียม


ถึงแม้จะคิดกันว่าโทรทัศน์เป็นสิ่งประดิษฐ์ของศตวรรษ 1880 แล้ว หลังจากมีการนำโทรศัพท์มาใช้ ผู้คนก็เริ่มคิดเรื่องการส่งภาพระยะไกลอยู่หลายปี ถ้าหากสามารถส่งเสียงเป็นระยะทางไกล ๆ ได้ ทำไมจึงจะส่งภาพไม่ได้เล่า

ตั้งแต่ต้นก็ตระหนักกันดีว่าภาพไม่อาจส่งไปทั้งภาพได้ เมื่อ ค.ศ.1884 นักประดิษฐ์ชาวเยอรมันชื่อ เพาล์ นิปเคา ได้เสนอวิธีแยกส่วนภาพและรวมกันเป็นภาพขึ้นมาใหม่ นิปเคาอาศัยจานหมุนเจาะรูเพื่อตัดแบ่งภาพขาวดำแล้วประกอบเป็นภาพขึ้นมาใหม่ ภายหลัง

ใน ค.ศ. 1906 นักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเซียชื่อบอริส โรซิง ได้สร้างระบบโทรทัศน์แบบง่าย ๆ ระบบแรก โดยอาศัยหลักการเรื่องจานกราดภาพของนิปโควและความเป็นไปได้ของหลอดแคโทดเรย์ ที่จะแสดงภาพ หลอดแคโทดเรย์ประดิษฐ์ขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1897 โดยชาวเยอรมันชื่อเฟอร์ดินันด์เบราน์ หลอดนี้ยังคงเป็นส่วนประกอบสำคัญของเครื่องรับโทรทัศน์สมัยใหม่

การทดลองกระจายเสียงเริ่มในสหรัฐฯ เมื่อ ค.ศ. 1928 แต่ระบบโทรทัศน์ที่เป็นไปได้ในทางปฏิบัติเกิดที่ลอนดอนด้วยฝีมือนักประดิษฐ์ชาวสกอต ผู้มีนิสัยแปลก ๆ ชื่อ จอห์น โลจี แบร์ด เขาเปิดห้องถ่ายโทรทัศน์ใน ค.ศ. 1929 และใช้จานกราดตรวจของนิปเคาทั้งในเครื่องส่งและเครื่องรับ แต่ภายในเวลาไม่กี่ปี ระบบเครื่องจานกราดของแบร์ด ก็ล้าหลังกล้องถ่ายภาพอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งประดิษฐ์โดยชาวรัสเซียชื่อ วลาดิมีร์ ซวอริกิน ผู้สร้างกล้องตัวแรกที่ใช้การได้ดีเมื่อ ค.ศ. 1931





บริการแพร่ภาพทางโทรทัศน์สัปดาห์ละ 3 วัน เริ่มเป็นครั้งแรกในเบอร์ลิน เมื่อ ค.ศ.1935 ดำเนินการโดยบริษัทเยอรมันชื่อ แฟร์นเซห์ ซึ่งแบร์ดมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย สถานีบีบีซี ของอังกฤษเปิดบริการแพร่ภาพไฮเดฟินิชัน (high definition) เป็นครั้งแรกเมื่อ ค.ศ.1936 และอาร์ซีเอเริ่มออกอากาศในอเมริกาใน ค.ศ.1939 การส่งภาพเริ่มมีการทดลองใน สหรัฐฯ เมื่อ ค.ศ. 1951

เคเบิลทีวีเริ่มเปิดบริการในสหรัฐฯ เมื่อทศวรรษ 1950 โดยบริษัทเอกชนส่งรายการไปยังสมาชิกตามสายเคเบิล วิธีนี้ทำให้มีช่องส่งมากกว่าวิธีส่งทางคลื่นวิทยุ เคเบิลทีวีมาไม่ถึงอังกฤษและยุโรปจนกระทั่งทศวรรษ 1980

เคเบิลทีวีบางทีก็ถ่ายทอดสัญญาณภาพจากดาวเทียมด้วย เมื่อถ่ายทอดโดยดาวเทียมไปยังจานรับสัญญาณของบริษัทที่สถานีกลาง แล้วส่งต่อไปยังบ้านตามสายเคเบิล


ระบบโทรทัศน์อื่น ๆ ที่เสนอหรืออยู่ในระหว่างการพิจารณาในช่วงปลายทศวรรษ 1980 มีโทรทัศน์คลื่นไมโครเวฟซึ่งมีถึง 60 สถานีในระยะใกล้ๆ โทรทัศน์ไฮเดฟินิชัน (HDTV) ใช้เส้นจอภาพมากกว่า 1,200 เส้น และกระจายภาพโดยตรงจากดาวเทียม (DBS) ไปยังจอรับสัญญาณภาพเล็ก ๆ ตามบ้าน ในการให้บริการเช่นนี้บริษัทที่ส่งสัญญาณจะต้องส่งสัญญาณเป็นรหัสเพื่อว่าสมาชิกผู้มีเครื่องถอดรหัสเท่านั้นจึงจะรับได้


ที่มา http://www.rmutphysics.com/charud/specialnews/6/television/Television5.htm

20:23

การรับภาพ


กลไกสำหรับเลือกช่องมีวงจรไฟฟ้าอยู่ เมื่อเรากดปุ่มที่เครื่องโทรทัศน์เพื่อเลือกชมสถานีที่ต้องการก็เท่ากับว่าเราทำให้วงจรนั้นสมบูรณ์ ระบบอิเล็กทรอนิกส์ภายในเครื่องก็จะปรับการรับสัญญาณให้ตรงกับความถี่ที่ต้องการ เสาอากาศของเครื่องรับก็จะเลือกสัญญาณที่ส่งมาจากอากาศ

สัญญาณที่สายอากาศรับได้นั้นอ่อนแรงมาก จึงต้องนำมาขยายสัญญาณต่อจากนั้นก็จะต้อง ถอดการกล้ำ สัญญาณ (คือแยกออกจากคลื่นวิทยุพาหะ) แล้วป้อนเข้ายังหลอดภาพ

หลอดรับภาพทำงานคล้ายกล้องถ่ายภาพโทรทัศน์ที่ย้อนขั้นตอน คือมันจะเปลี่ยนสัญญาณไฟฟ้าให้เป็นลวดลายของแสงสีต่างๆ ปลายข้างหนึ่งเป็นเครื่องยิงอิเล็กตรอนนี้ประกอบด้วยหลอดยิงลำแสงอิเล็กตรอน 3 หลอด สำหรับแม่สีแต่ละสี ด้านหลังของจอเคลือบด้วยวัสดุวาวแสงเป็นแถบในแนวตั้ง เรียกว่า ฟอสเฟอร์ (phosphor) มีสีแดง เขียว และฟ้าสลับกัน ด้านหลังจอมีตะแกรงรับแสง ทำเป็นช่องในแนวตั้งเรียงตรงกัน แถบนี้ทำให้ลำแสงแม่สีแต่ละลำพุ่งไปถูกสารเรืองแสงของสีที่ตรงกันเท่านั้น

สัญญาณภาพที่เข้ามาจะส่งไปเข้าเครื่องยิงอิเล็กตรอน ลำแสงอิเล็กตรอนจากเครื่องจะกราดจอแบบเดียวกับที่หลอดของกล้องกราดเป้า เนื่องด้วยพลังของลำแสงอิเล็กตรอนจากเครื่องจะกราดจอแบบเดียวกับที่หลอดของกล้องกราดเป้า เนื่องด้วยพลังของลำแสงอิเล็กตรอนเปลี่ยนแปลงไปตามสัญญาณภาพ ลำแสงจะกระทบจอตามจุดต่าง ๆ ด้วยความสว่างต่าง ๆกันไป ทำให้เกิดลวดลายแสงเหมือนกับที่กล้องจับได้ ลวดลายนี้จะผสมผสานกันในนัยน์ตาของเรา ทำให้เรามองเห็นภาพซึ่งเหมือนกับภาพที่ส่งมาจากต้นทาง




ที่มา http://www.rmutphysics.com/charud/specialnews/6/television/Television3.htm

20:20

รวมกับคลื่นวิทยุ


ก่อนที่สัญญาณจะส่งออกไปได้ก็ต้องกล้ำสัญญาณ(รวมกับคลื่นวิทยุ) ณ สถานีส่งให้เรียบร้อยก่อนแล้วจึงส่งออกไปโดยเครื่องส่งโทรทัศน์ พร้อมกับสัญญาณเสียงที่ส่งจากเครื่องส่งอีกเครื่องหนึ่งใกล้ ๆ กัน

ในหลายประเทศ สัญญาณโทรทัศน์ส่งจากเสาอากาศถ่ายทอดที่อยู่บนพื้นดินซึ่งใช้ความถี่อัลทราไฮเป็นเส้นตรงยังสถานีรับ เนื่องจากสัญญาณไม่สามารถเดินทางโค้งข้ามขอบฟ้าได้ ทำให้รัศมีแพร่สัญญาณจำกัดอยู่ที่ระยะประมาณ 65 กม. จึงต้องอาศัยการส่งผ่านเครือข่ายสถานี ในประเทศที่พลเมืองอยู่กันกระจัดกระจายหรือมีอาคารสูงรบกวนการรับสัญญาณ เครือข่ายเช่นนี้อาจมีปัญหา ดังนั้นบริษัทโทรทัศน์จึงหันมานิยมใช้ดาวเทียมสื่อสารเพื่อถ่ายทอดสัญญาณกันมากขึ้น




ที่มา http://www.rmutphysics.com/charud/specialnews/6/television/Television2.htm

20:13

การตรวจกราด



ขณะที่กล้องโทรทัศน์กำลังจับภาพใดอยู่นั้น มันก็จะแยกแสงจากภาพนั้นออกเป็นแม่สีทั้งสาม และส่งแต่ละสีไปยังหลอดสีต่าง ๆ ในกล้องโดยผ่านทางจากแก้วที่เรียกว่า จานสัญญาณ (signal jplate) ด้านหลังจานสัญญาณนี้มี เป้า (target) ซึ่งก็คือชั้นสารที่นำไฟฟ้าได้เมื่อโดนแสงกระทบ แสงที่ผ่านชั้นสารดังกล่าวนั้นยิ่งสว่างมากขึ้นเท่าใด ปริมาณไฟฟ้าก็ยิ่งมาก ปริมาณไฟฟ้าก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น แสงทำให้เกิดเป็นลวดลายของประจุไฟฟ้า พื้นที่ซึ่งมีแสงสว่างที่สุด ก็คือพื้นที่ซึ่งมีประจุไฟฟ้ามากที่สุด

ในหลอดสีแต่ละหลอดของกล้อง ลำแสงอิเล็กตรอน(รังสีแคโทด) จะส่องไปยังเป้าจากทางด้านหลังลำแสงจะเคลื่อนจากซ้ายไปขวาและกราดเป้าจากบนไปล่างเป็นเส้นแนวนอนชุดหนึ่ง ขณะที่ลำแสงกราดไปนั้น มันก็จะไปเสริมกำลังให้ประจุไฟฟ้าและคอยเติมพลังให้ประจุไฟฟ้าซึ่งอ่อนกำลังลงระหว่างการตรวจกราด(scan) นั้นให้เต็มอยู่เสมอบริเวณซึ่งสว่างที่สุดต้องเติมมากที่สุดการเติมกำลังนี้ สะท้อนให้เห็นลวดลายประจุไฟฟ้าซึ่งก่อให้เกิดสัญญาณไฟฟ้าผ่านไปยังจานสัญญาณ ที่เชื่อมอยู่กับวงจร กระแสไฟไหลผ่านวงจรด้วยแรงดันไฟฟ้าที่แตกต่างกันไปตามระดับความสว่าง

ลำแสงอิเล็กตรอนยิงกราดด้วยความเร็วที่กำหนดทำให้เกิดเส้น 625 หรือ525 เส้น แล้วแต่ระบบที่ใช้ระบบ 625 เส้นให้ความคมชัดมากกว่า ระบบนี้ใช้กันในยุโรป ออสเตรเลีย และหลายแห่งในเอเชียระบบ 525 เส้น ใช้กันเป็นส่วนใหญ่ในอเมริกาเหนือและใต้ และประเทศญี่ปุ่น

การยิงกราดลำแสงในแต่ละครั้งจะจับเพียงครึ่งของ สนาม (field) ของภาพ คือ กราดครั้งแรกด้วยเส้นเลขคี่แล้วก็เส้นเลขคู่ ขั้นตอนนี้จะให้ภาพที่สมบูรณ์ทุก ๆ 1/25 วินาที ดวงตาของมนุษย์เก็บภาพไว้ได้ 1/25 วินาที ดังนั้นภาพ 1 ชุดที่วิ่งไปด้วยอัตราความเร็วนี้จึงดูเหมือนเป็นภาพเดียวต่อกันไปถ้าหากวิ่งช้าลง ภาพที่ปรากฏบนจอจะดูไหวและกระตุกมากขึ้น ที่ต้องยิงลำแสงกราดภาพถึง 2 ขั้นก็เพราะการกราดพื้นที่ภาพทั้งหมดในครั้งเดียวด้วยความเร็วที่ต้องการนั้นเป็นเรื่องที่ยุ่งยากทางเทคนิค






ที่มา http://www.rmutphysics.com/charud/specialnews/6/television/Television1.htm

19:53

โทรทัศน์ : การส่งภาพผ่านทางคลื่นวิทยุ

ภาพที่เห็นเมื่อเราเปิดเครื่องรับโทรทัศน์ เกิดจากลวดลายของแสงซึ่งประกอบขึ้นจากสัญญาณไฟฟ้าเนื่องจากกล้องโทรทัศน์ถ่ายทอดภาพโดยการเปลี่ยนภาพที่ถ่ายให้เป็นสัญญาณไฟฟ้า แล้วแพร่สัญญาณไปกับคลื่นวิทยุด้วยความเร็วของแสง

สีที่ปรากฏบนจอโทรทัศน์เกิดจากการผสมแสงสีต่าง ๆ ในสัดส่วนที่แตกต่างกัน สีของแสงไม่ได้ผสมกันในลักษณะเดียวกับสีที่ใช้วาดรูป แม่สีสำหรับโทรทัศน์ คือ แดง เขียว และฟ้า เมื่อนำแสงสีหนึ่งหรือสองสีมาผสมกับแสงสีขาวในอัตราส่วนที่แตกต่างกัน ก็สามารถให้แสงสีเฉดต่าง ๆ ได้เกือบทุกสี



ที่มา http://www.rmutphysics.com/physics/oldfront/TV/television.htm

06:12

ระบบ HDTV ในแต่ละประเทศ

ในประเทศญี่ปุ่น และแถบยุโรป มีการใช้ระบบโทรทัศน์แบบ HDTV กันอย่างแพร่หลายส่วนในประเทศเกาหลีใต้ มีการให้บริการแซทเทิลไลท์สัญญาณดิจิตอลมัลติมีเดีย (Satellite digital multimedia broadcasting : Satellite DMB) โดยใช้เครื่องรับโทรศัพท์รับสัญญาณผ่านดาวเทียม ระบบที่ใกล้เคียงกับระบบนี้ คือ DVB-H จากประเทศกลุ่มยุโรป ซึ่งใช้งานกับเครื่องรับโทรศัพท์สำหรับในประเทศไทยเอง การรับสัญญาณโทรทัศน์ระบบดิจิตอลที่ใช้งานอยู่ในขณะนี้ คือ การรับสัญญาณผ่านดาวเทียม เช่น UBC และทีวีจากดาวเทียมต่างประเทศผ่านระบบเคเบี้ลทีวี ซึ่งยังเป็นการส่งระบบอนาล็อก

นอกจากนี้โทรทัศน์ดิจิตอลที่ใช้งานสำหรับมือถือเริ่มมีบทบาทมากขึ้น ซึ่งขณะนี้มีการทดลองในประเทศไทย โดยผู้ประกอบการด้านโทรศัพท์เคลื่อนที่

ประเทศไทยยังไม่มีการออกอากาศรายการคุณภาพ HD ในช่องฟรีทีวี แต่มีบริการให้รับชมรายการในระบบ HD โดยมีลักษณะเป็น PUSH VOD (Video Ondemand) ซึ่งเป็นการส่งไฟล์รายการคุณภาพ HD ผ่านดาวเทียมไปยังบ็อกซ์รับข้อมูล

การออกอากาศสดยังไม่มีผู้ให้บริการเคเบิ้ลทีวี หรือสถานีโทรทัศน์ใด ๆ ที่ให้บริการกระจายสัญญาณภาพและเสียงในระบบ HDTV อย่างเป็นทางการ มีเพียงแต่การทดลองออกอากาศสดในงาน ICT Expo 2007 ของบริษัท ทรูวิชั่น (แต่ทีวีบางรุ่นบางยี่ห้อที่ขายในไทย รองรับระบบนี้แล้ว)และในขณะที่ HDTV กำลังจะเข้าครอบครองสังคมอเมริกัน นักวิจัยของสถานีโทรทัศน์ NHK ในประเทศญี่ปุ่นก็เก้าไปสู่ความสำเร็จในการผลิต Ultra High Definition Television หรือ UHDV ซึ่งมีความละเอียดสูงมาก ที่ 33 เมกะพิกเซล หรือ 7,680x4,320 และมีเสียงระดับ 22.2 เชเนลการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้น่าจะได้รับแรงบันดาลใจครั้งสำคัญมาจากวงการเพลงของประเทศสหรัฐอเมริกา โมเดลธุรกิจใหม่ในวงการโทรทัศน์นี้อาจจะก่อให้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมโทรทัศน์และภาพยนตร์ครั้งใหญ่ เป็นอิสระจากอิทธิพลของผู้ลงโฆษณาทั้งหลายด้วย และนำไปสู่การสร้างสรรค์รายการที่ดีขึ้นและหลากหลายขึ้น ท้ายสุดระบบโทรทัศน์แบบดิจิตอลที่มีรายละเอียดสูง ซึ่งทำหน้าที่เสมือนคอมพิวเตอร์ไปในตัว ก็จะเข้ามาแทนที่โทรทัศน์แบบเดิม และอีกไม่นานคงมีโทรทัศน์เคลื่อนที่หรือโทรทัศน์มือถือ

ที่มา http://www.vcharkarn.com/vblog/35131/5

06:07

หลักการทำงานของ HDTV



สัญญาณดิจิตอลที่ส่งมายังโทรทัศน์ จะผ่านกระบวนการบีบอัดข้อมูลสัญญาณดิจิตอล โดย MPEG-2 จะทำการถอดรหัส แล้วส่งไปที่หลอดภาพ และทำหน้าที่ยิงลำแสงออกมายังหน้าจอโทรทัศน์ ทำให้เกิดจุดภาพ (Pixel) บนจอภาพ ซึ่งในระบบ HDTV นั้นจะให้ Pixel ที่สูงกว่าระบบโทรทัศน์ทั่วไปมาก



ภาพเปรียบเทียบการสแกนของ TV และ HDTV

ลักษณะการยิงลำแสงหรือการสแกนภาพแบ่งได้ 2 แบบ ดังนี้

1.แบบ Interlaced จะทำการแบ่งภาพออกเป็น 2 เฟรม คือ เฟรมที่เป็นเลขคี่กับเลขคู่ จะมีการกระพริบระหว่างการสลับเฟรมคี่และเฟรมคู่ กันไปเรื่อย ๆ จนครบ 1080 เส้น

2.แบบ Progressives Scan จะทำการสแกน โดยเรียงไปทีละเส้น จนครบ1080 เส้น ทำให้การกระพริบน้อยลง ภาพที่ได้จะดูนิ่งมากยิ่งขึ้นการสแกนภาพในรูปแบบของ HDTV เป็นแบบ Wide Screen ที่มีอัตราส่วนของจออยู่ที่ 16:9 ต่างจากโทรทัศน์รุ่นเก่า ซึ่งอัตราส่วนจะอยู่ที่ 4:3

ตัวอย่างความละเอียด
- 480p = 338,000 pixels / frame (704 x 480)
- 720p = 922,000 pixels / frame (1280 x 720)
- 1080i = 1,037,000 pixels / frame (1920 x 1080)
- 1080p = 2,074,000 pixels / frame (1920 x 1080)

P = Progressive
I = Interlace




การเปรียบเทียบระหว่าง TV กับ HDTV และอัตราส่วน




ที่มา http://www.vcharkarn.com/vblog/35131/4



06:02

HDTV คืออะไร



HDTV (High Definition TV) คือ โทรทัศน์ความละเอียดสูง เป็นเทคโนโลยีที่ใช้ในการถ่ายทอดสัญญาณโทรทัศน์ (Broadcasters) ที่มีความละเอียดมากกว่าการถ่ายทอดสัญญาณภาพที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน (ระบบ NTSC, SCEM และ PAL) ซึ่งให้ความคมชัดทั้งภาพและเสียง

HDTV เป็นบริการหนึ่งของ DTV เป็นการนำเสนอภาพรายการโทรทัศน์ที่มีความละเอียดและชัดเจนขึ้นบนจอภาพขนาดกว้าง มีคุณสมบัติเสมือนจอภาพยนตร์ ทำให้ภาพที่นำเสนอมีลักษณะใกล้เคียงกับความเป็นจริง

โทรทัศน์ในระบบ NTSC ทั่วไป สามารถแสดงภาพได้ขนาด 720x486 Pixels ซึ่งมีความละเอียดน้อยกว่าจอคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีขนาด 800x600 Pixels เป็นอย่างน้อย แต่ HDTV นั้นสามารถให้ภาพที่มีความละเอียดถึง 1920x1080 Pixels ซึ่งมากกว่าระบบ NTSC ถึง 6 เท่า




ขนาดจอภาพของ HDTV เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีขนาด 16:9 หน่วย ในขณะที่จอภาพของโทรทัศน์ทั่วไปมีขนาด 4:3 หน่วยเท่านั้น




ที่มา http://www.vcharkarn.com/vblog/35131/3





06:01

พัฒนาการของ TV

แม้พัฒนาการทางด้านโทรทัศน์ดูเหมือนจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรที่ปรากฏชัด จนกระทั่งถึงการเปลี่ยนระบบโทรทัศน์ไปสู่ระบบดิจิตอล

โทรทัศน์ดิจิตอล (Digital Television/DTV) เป็นเทคโนโลยีใหม่ของโทรทัศน์ ที่มีการรับส่งสัญญาณแบบดิจิตอล ที่มีประสิทธิภาพสูงทั้งความคมชัดของภาพและเสียง

โทรทัศน์ในปัจจุบัน ใช้เทคโนโลยอนาล็อก (Analog) เป็นหลัก แต่ DTV เป็นเทคโนโลยีแบบใหม่ ที่เหมือนคอมพิวเตอร์ คือเป็นระบบดิจิตอล

ระบบสัญญาณโทรทัศน์ในปัจจุบันนี้เป็นระบบอนาล็อก หรือเชิงเส้นทั้งในภาคการส่ง-รับสัญญาณ ซึ่งเกิดจากระบบคอมพิวเตอร์มีการพัฒนามากขึ้น จึงมีการนำมาใช้ในการพัฒนาระบบสัญญาณโทรทัศน์ โดยนำเอาทั้งสองเทคโนโลยีมาผสมผสานจนเป็นระบบสัญญาณโทรทัศน์แบบดิจิตอล

ที่มา http://www.vcharkarn.com/vblog/35131/2

05:57

โทรทัศน์

ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า ทำให้ DTV มีความยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพมากกว่าระบบอนาล็อกที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันโปรแกรมรายการโทรทัศน์ออกแบบได้ แต่คอมพิวเตอร์คงยังไม่สามารถมาแทนที่โทรทัศน์ได้ในอนาคตอันใกล้นี้ แม้ว่าการดูรายการผ่านทางคอมพิวเตอร์ อาจจะดูใช้ได้ระดับหนึ่ง บนหน้าจอเล็ก ๆ แต่ในความเป็นจริง ผู้บริโภคต้องการมากกว่านั้นความต้องการที่หลากหลายและเฉพาะตัว บวกกับเทคโนโลยีการสื่อสารที่ทันสมัย, รวดเร็ว และต้นทุนต่ำลง โดยทำให้ผู้ชมสามารถออกแบบโปรแกรมรายการโทรทัศน์ของตัวเองได้

ที่มา http://www.vcharkarn.com/vblog/35131/1

06:32

การออกอากาศในยุคแรก

สมัยแรกๆ การออกอากาศโทรทัศน์ทำในห้องส่ง มีการใช้ไฟเยอะมาก ดังนั้น ดารา ทีมงาน คนอยู่หน้ากล้องจะต้องทนกับความร้อนของแสงมากทีเดียว นักแสดงสมัยนั้น ต้องทาหน้าเป็นสีม่วงเขียวเพื่อให้แสงกระทบและจับภาพเพื่อออกอากาศได้ดี รูปแบบรายการ การนำเสนอก็ยังทำอะไรได้ไม่มาก เนื่องจากความร้อนของแสงทำให้หลายครั้งมีภาพที่ไม่น่าดูออกมาบ้าง เช่น ฉากหิมะตก ที่ใช้กระดาษตัดเป็นชิ้นเล็กๆ แทนที่จะตกลงมาพริ้วๆ กับตกลงมาติดตามตัวนักแสดง เพราะนักแสดงเหงื่อออกกันมาก หรือ โฆษณาของรถยนต์ฟอร์ด ที่ตั้งใจจะทำให้รถอยู่บนตู้ปลา ปรากฎว่า ความร้อนในห้องส่งทำให้ปลาในตู้ลอยตายหมด เป็นภาพที่ไม่น่าดู จึงทำให้คนยังไม่รู้สึกว่าทีวีเป็นสื่อที่น่าสนใจมากนัก
แต่ทีวี ก็มีการพัฒนามาเรื่อยๆ คนสำคัญที่พยายามทำให้ทีวีเป็นสิ่งน่าสนใจ คือ เดวิด ซานอฟ ของ RCA โดยเขานำทีวีไปออกงาน World Fair ซึ่งเป็นงานแสดงนวัตกรรมสำคัญ เขานำทีวีไปออกแสดงเพื่อให้คนรู้จัก และขายเครื่องรับโทรทัศน์ แต่ตอนนั้น ราคาก็ยังแพงอยู่ และคนก็ให้ความสนใจเพียงบางกลุ่ม
สมัยแรก ทีวีได้รับความนิยมยาก เพราะการผลิตที่ซับซ้อน รายการก็มีให้ดูน้อย ไม่ต่อเนื่อง ราคาเครื่องรับแพง ในขณะที่วิทยุกำลังเติบโต มีรายการที่น่าสนใจกว่ามาก คนจึงนิยมวิทยุมากกว่า

จนต่อมา มีเซลล์แมนขายรถคนหนึ่งชื่อว่า ดูมองค์ เขาพยายามคิดค้นว่า จะผลิตทีวีราคาถูกได้อย่างไร และสามารถประกอบทีวีราคาย่อมเยาออกมาขายได้ ทำให้คนเริ่มซื้อทีวีดู ในขณะเดียวกันมีความร่วมมือถ่ายทอดรายการอย่าง กีฬาเบสบอลทำให้คนรู้สึกสนใจในรายการทีวี และ การดูโทรทัศน์มากขึ้น
เมื่อมีการพัฒนารายการอย่างต่อเนื่อง โทรทัศน์จึงกลายมาเป็นสื่อทรงอิทธิพลทุกวันนี้




06:30

สถานีโทรทัศน์ และ การออกอากาศโทรทัศน์

ประเทศเยอรมันอ้างว่าตัวเองเป็นผู้ออกอากาศโทรทัศน์เป็นประจำเป็นที่แรกโดยระบบ 180 เส้น ในปี 2478 และต่อมาเปลี่ยนเป็นระบบ 441 เส้น
ส่วนอังกฤษ ซึ่งออกอากาศโทรทัศน์ในรูปแบบทีวีสาธารณะ ภายใต้ชื่อสถานีวิทยุโทรทัศน์บีบีซี (British Broadcasting Corporation – BBC) เริ่มออกอากาศเป็นประจำในปี 2479 พร้อมอ้างว่า ตนเองเป็นผู้ออกอากาศสัญญาณคมชัดในระบบ 240 เส้น (ระบบของจอห์น แบร์ด) เป็นแห่งแรก ซึ่งคมชัดกว่าของเยอรมัน
โทรทัศน์อเมริกาเริ่มออกอากาศทีวีต่อเนื่องหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ในขณะที่ในเอเชียปี ค.ศ. 1953 ประเทศญี่ปุ่นได้ตั้งสถานีวิทยุโทรทัศน์แพร่ภาพออกอากาศเป็นทางการ คือ สถานีวิทยุโทรทัศน์เอ็นเอชเค (Nippon Hoso Kyokai – NHK)



ที่มา http://www.oknation.net/blog/rt201dpu/2009/06/26/entry-1

06:28

โทรทัศน์ระบบอิเล็กทรอนิกส์

ในขณะที่อังกฤษตื่นตัวกับโทรทัศน์ระบบกลไก นักประดิษฐ์ในอเมริกาให้ความสนใจกับการพัฒนาโทรทัศน์ระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยในเวลานั้น มีนักประดิษฐ์สองคนที่พัฒนางานขึ้นมาพร้อมๆ กับคือ วลาดิเมีย สวอริกิน และ ไฟโล ฟานเวิร์ธ โดยทั้งคู่ต่างก็อ้างว่าตนเป็นคนแรกที่ประดิษฐ์โทรทัศน์ระบบนี้ขึ้น แต่หลังจากที่มีการขึ้นศาลเพื่อพิสูจน์กัน ฟานเวิร์ธชนะ ได้สิทธิบัตรไปครอง เพราะตอนขึ้นศาลครูมัธยมเอาหลักฐานภาพที่เขาเคยวาดกลไกการส่งสัญญาณภาพโทรทัศน์สมัยเป็นนักเรียนมาแสดง ทำให้ศาลตัดสินว่าเขาเป็นผู้ที่คิดเทคโนโลยีนี้ได้ก่อนและให้สิทธิบัตรอยู่ในครอบครองของเขา

การทำงานของระบบอิเล็กทรอนิกส์


การทำงานของโทรทัศน์ระบบอิเล็กทรอนิกส์ จะต่างจากระบบกลไก ตรงที่ไม่ได้ใช้จานหมุนๆ แต่มีอุปกรณ์สำคัญคือ ปืนอิเล็กตรอน ที่จะอยู่ในเครื่องส่งและเครื่องรับ และ หลอดวิทยุที่ทำหน้าที่รับแสงและปล่อยแสงออกมาเป็นคลื่นไฟฟ้า
การทำงานนั้นก็คือ ปืนอิเล็กตรอนในเครื่องส่งจะจับภาพและยิงภาพออกเป็นแสงเล็กๆ แทนที่จะใช้จานหมุน หลอดวิทยุที่มีความไวต่อการรับแสงจะแปลงแสงให้กลายเป็นคลื่นไฟฟ้า แล้วส่ง ไปตามคลื่นวิทยุ
เมื่อไปถึงเครื่องรับ ปืนอิเล็กตรอนจะแสกนสัญญาณภาพที่ได้มาลงที่ผิวหลังของจอรับภาพ ทำให้เกิดภาพปรากฎขึ้นได้ โดยลักษณะการแสกนภาพของปืนอิเล็กตรอนสามารถทำได้ละเอียดกว่าจานหมุนของระบบกลไก ทำให้ ภาพที่ได้มีความ “คมชัด” มากกว่า




ที่มา http://www.oknation.net/blog/rt201dpu/2009/06/26/entry-1

06:26

จอห์น แบร์ด และโทรทัศน์ระบบกลไก

จอห์น แบร์ด นักประดิษฐ์ชาวสก๊อต นำแนวคิดของนิพโกวมาพัฒนาต่อจนประสบความสำเร็จ เรียกว่า โทรทัศน์ระบบกลไก โดยได้จัดสาธิตให้สาธารณชนดูที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ
แบรด์ทดลองส่งสัญญาณเป็นภาพขาวดำความละเอียด 30 เส้นในลักษณะแสกนภาพแนวตั้ง ด้วยความเร็ว 5 เฟรมต่อ 1 วินาที ซึ่งภาพแรกที่เขาสามารถส่งสัญญาณข้ามห้องทดลองของเขาได้คือ ภาพ Stooky Bill จากนั้นเขาก็มีการทดลองพัฒนาต่อไป จนสามารถแสดงผลงานต่อหน้าสาธารณะได้ โดยสามารถสร้างภาพเคลื่อนไหวบนจอภาพขาวดำได้สำเร็จ


ที่มา http://www.oknation.net/blog/rt201dpu/2009/06/26/entry-1

06:19

วิวัฒนาการโทรทัศน์ในต่างประเทศ

ในช่วงเวลาที่วิทยุในต่างประเทศกำลังเติบโตและเป็นที่นิยมมากมาย นักประดิษฐ์และเจ้าของกิจการวิทยุเริ่มหันมาให้ความสนใจในการพัฒนาเทคโนโลยีโทรทัศน์ด้วย
ก่อนอื่นมารู้จักคำว่า TELEVISION กันก่อน คำนี้มาจากคำว่า TELE ในภาษากรีก แปลว่า “ระยะไกล” + VISION ในภาษาละติน แปลว่า “การเห็น” รวมกันก็คือ การเห็นในระยะไกล หรืออีกแง่ก็คือ การส่งภาพจากที่หนึ่งไปยังที่หนึ่งได้ในระยะไกลนั่นเอง
จากการส่งเพียงเสียงไปตามคลื่นวิทยุ ตอนนี้นักวิทยาศาสตร์ ต้องการส่งภาพบ้างแล้ว ซึ่งในการจะทำเช่นนั้น นักวิทยาศาสตร์ต้องหาคำตอบทางเทคนิคใน 4 เรื่องที่สำคัญคือ
อุปกรณ์ที่จะเปลี่ยนแสงเป็นคลื่นไฟฟ้า
อุปกรณ์ที่จะเปลี่ยนคลื่นไฟฟ้ากลับเป็นแสง
อุปกรณ์ที่สแกนภาพให้เป็นส่วนเล็กๆ
อุปกรณ์ที่เพิ่มสัญญาณไฟฟ้าให้แรงขึ้นจนถึงระดับที่สามารถใช้ส่งได้
อุปกรณ์ที่จะเปลี่ยนแสงเป็นคลื่นไฟฟ้า และ เปลี่ยนคลื่นไฟฟ้ากลับเป็นแสง
เทคนิคในการส่งภาพนั้น คือ แสงกระทบที่วัตถุแล้วสะท้อนเข้าสู่ตัวรับแสง แล้วแปลงแสงนั้นให้เป็นคลื่นไฟฟ้าเพื่อส่งเป็นสัญญาณไปกับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และเมื่อไปถึงเครื่องรับก็ต้องมีการแปลงคลื่นไฟฟ้านั้นกลับเป็นแสงและแสกนลงบนจอรับ เพื่อให้ภาพปรากฎต่อสายตาผู้รับ
อะไรคือเทคโนโลยีที่จะมาช่วยในเรื่องนี้?
ย้อนกลับไปเมื่อราวปี พ.ศ 2413 นักวิทยาศาสตร์พัฒนาเป็น
โฟโตอิเล็กทริก (photoelectronic cell) เป็นหลอดผลิตไฟฟ้าจากแสงสว่างสามารถที่จะเปลี่ยนแสงเป็นคลื่นไฟฟ้า ส่งสัญญาณภาพที่รับเป็นแสง แปลงเป็นไฟฟ้า แล้วส่งไปยังเครื่องรับ เพื่อแสดงภาพออกมา
พอล นิพโกว กับ กลไกการแพร่ภาพยุคแรก
ปี พ.ศ. 2426
พอล นิพโกว นักประดิษฐ์ชาวเยอรมันได้ความคิดเกี่ยวกับการส่งสัญญาณโทรทัศน์จากการมองดูกระแสไฟที่ส่องจากช่องของตะเกียงน้ำมัน แล้วคิดว่า แสงสามารถผ่านรูเล็กๆ นั้นออกมาได้ เขาจึงเริ่มทำการประดิษฐ์ทดลองการแพร่ภาพโดยสร้างอุปกรณ์ที่เรียกว่า “นิพโกวดิสก์” (Nipkow Disk) เพื่อใช้แยกภาพเพื่อส่งสัญญาณไปยังเครื่องรับ
นิพโกวดิสก์มีลักษณะเป็นจานกลมเจาะรูเล็กๆ โดยรอบ ในการแพร่ภาพจะวางวัตถุไว้หลังจานกลมที่เจาะรูนั้น แล้วหมุนจานด้วยความเร็วสูง แสงที่ส่องไปที่วัตถุ จะส่งภาพผ่านรูเล็กๆ ออกไป แสงที่ลอดออกไปถูกแปลงเป็นกระแสไฟฟ้า ไปที่จานรับอีกอันซึ่งหมุนเร็วที่สัมพันธ์กันกับจานส่ง ก็จะแปลงกระแสไฟฟ้ากลับเป็นภาพให้ปรากฎบนจอเครื่องรับได้

ถึงแม้ว่าจะสามารถทำให้ภาพปรากฎขึ้นบนจอได้ แต่ก็ยังไม่สามารถแพร่ภาพไปที่ไกลๆ ได้ เพราะ ขาดอุปกรณ์ขยายสัญญาณ แต่ก็ถือว่าเป็นต้นแบบของ ระบบการส่งสัญญาณโทรทัศน์แบบ “กลไก”






ที่มา http://www.oknation.net/blog/rt201dpu/2009/06/26/entry-1

04:29

ปัญหาที่เกิดจากการนำเอาเทคโนโลยีไอพีทีวีมาใช้งาน

นเทอร์เน็ตเป็นเทคโนโลยีที่นำเสนอข้อมูลอย่างเสรี ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างอิสระ การเปิดสถานีโทรทัศน์ผ่านทางอินเทอร์เน็ตสามารถกระทำได้ง่ายและไม่ต้องลงทุนมาก จึงเป็นช่องทางให้เกิดรูปแบบในการให้บริการอย่างที่ไม่เหมาะกับผู้ชม การเผแพร่ข่าวอันอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ


ที่มา http://www.adslthailand.com/forum/viewtopic.php?f=6&t=65190&start=0

04:27

ไอพีทีวี (Internet Protocol Television :IPTV)

ไอพีทีวี มีชื่อเต็มมาจากคำว่า Internet Protocol Television : IPTV เป็นการประยุกต์ใช้งานโดยเอาเทคโนโลยีด้านโทรทัศน์ ซึ่งเป็นการแพร่สัญญาณภาพและเสียงผ่านทางคลื่นความถี่มาใช้งานบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตแบบมัลติมีเดียจึงให้บริการได้ทั้งภาพ เสียง และข้อมูลได้พร้อมกัน หรือที่เราเรียกว่า Triple play และกำลังได้รับความนิยมอยู่ทั่วโลกในขณะนี้ โดยมีผู้ให้บริการมากกว่า 30 รายทั่วโลก ที่เปิดให้บริการ หรือกำลังวางแผนพัฒนาบริการประเภทนี้ เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส เบลเยี่ยม ฮ่องกง สิงคโปร์ ญี่ปุ่น ไต้หวัน และเกาหลีใต้ เป็นต้น จุดเด่นที่แตกต่างของไอพีทีวีจากฟรีทีวีช่อง 3, 5, 7, 9, 11 และ ทีไอทีวี รวมถึงเคเบิลทีวีอย่างยูบีซี (UBC) ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น True Vision คือ ไอพีทีวี เป็นการเสพความบันเทิงบนการสื่อสารแบบ 2 ทาง (Two way communications) ตลอด 24 ชั่วโมง ในรูปแบบของ อินเตอร์แอ็กทีฟทีวี (Interactive TV) คือ ผู้ชมสามารถโต้ตอบกลับไปยังสถานีโทรทัศน์ได้ ซึ่งจะแตกต่างจากระบบโทรทัศน์แบบเก่าที่ไม่สามารถโต้ตอบกลับไปยังสถานีโทรทัศน์ได้ทันท่วงที โดยการเปิดโอกาสให้ผู้ชมมีส่วนร่วมโดยตรงกับรายการที่ออกอากาศ ตัวอย่างเช่น การดูรายการเกมส์โชว์ เล่นเกม ตั้งกระทู้ ส่งเอสเอ็มเอสโหวต (SMS Vote) และการแสดงความคิดเห็น สนทนาสดในรายการทอล์กโชว์ผ่านโทรศัพท์ แชตผ่านอินเทอร์เน็ตโดยใช้ห้องแชตหรือเว็บแคม (Chat room or Web Cam) สนทนาแบบเห็นภาพผ่านวิดีโอโฟน (Videophone) ในระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่ 3 (3G) เป็นต้น ไอพีทีวีสามารถใช้งานผ่านอุปกรณ์ได้หลากหลาย ซึ่งต้องเป็นอุปกรณ์ที่สามารถเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ (Personal Computer : PC) เครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพา (Notebook) พีดีเอ (PDA) โทรศัพท์มือถือ หรือกล่องอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับโทรทัศน์ ซึ่งรูปแบบในการเชื่อมต่อที่หลากหลายนี้จะทำให้ลดข้อจำกัดในการรับชมข้อมูลข่าวสาร และความบันเทิงต่างๆ ได้ ขอเพียงให้สามารถเชื่อมต่อเข้าสู่เครือข่ายอินเทอร์เน็ต


ที่มา http://www.adslthailand.com/forum/viewtopic.php?f=6&t=65190&start=0

04:26

ดิจิตอลทีวี (Digital Television)

ดิจิตอลทีวี จะเป็นตัวแปรที่สำคัญที่จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อประกอบธุรกิจสื่อทีวีและวิทยุทุกราย คุณสมบัติที่สำคัญของเทคโนโลยีดิจิตอล คือ ความสามารถในการบีบอัดสัญญาณ เพื่อให้คลื่นความถี่สามารถนำไปงานได้มากขึ้น ดังในกรณีของคลื่นวิทยุการแบ่งช่องความถี่วิทยุบนหน้าปัดเดิมจะแบ่งกันให้มีช่องห่างระหว่างสถานี 0.5 MHz แต่ปัจจุบันได้นำเทคโนโลยีที่มีช่องห่างระหว่างสถานี 0.25 MHz มาใช้ในระบบ FM จะเห็นได้จากสถานีวิทยุชุมชนในปัจจุบัน ซึ่งในบางประเทศก็ได้มีการนำมาใช้งานแล้ว นั่นหมายความว่า คลื่นความถี่วิทยุระบบ FM ในเมืองไทยที่เคยมีอยู่ 527 คลื่นความถี่ จะมีคลื่นความถี่เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว เช่นเดียวกับสถานีโทรทัศน์เทคโนโลยีดิจิตอลที่สามารถบีบอัดสัญญาณจะส่งผลให้สถานีโทรทัศน์มีช่องรายการเพิ่มขึ้นมากมายจากคลื่นความถี่เพิ่มขึ้น เปรียบง่ายๆ ก็เหมือนกับเคเบิ้ลทีวีในเวลานี้ที่มีช่องรายการมากกว่า 30 ช่อง ตัวอย่าง ภาคส่งของสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ได้รับการพัฒนาไปเป็นระบบดิจิตอลแล้ว โดยการยิงสัญญาณดาวเทียม 1 ทรานสปอนเดอร์ จะทำให้สามารถส่งได้ถึง 4 ช่อง เมื่อเครื่องรับเปลี่ยนเป็นระบบดิจิตอล หรือใช้วิธีติดตั้งอุปกรณ์ Set top box ที่มีความสามารถในการแยกสัญญาณ ดังนั้นคาดว่า ภายในเวลา 5 ปี ดิจิตอลทีวีจะเข้าสู่ประเทศไทย เครื่องรับ High definition TV ที่รองรับเทคโนโลยีดิจิตอลจะเข้ามาแทนที่เครื่องรับโทรทัศน์ตามบ้านในปัจจุบัน ช่องสัญญาณของสถานีโทรทัศน์หลักที่ปัจจุบันออกอากาศได้เพียง 1 ช่องต่อ 1 สถานี จะถูกแตกเป็นหลายช่องสัญญาณเป็นฟรีทีวีที่สถานีโทรทัศน์สามารถหาโฆษณาได้เพิ่มมากขึ้น สำหรับในอนาคตข้างหน้า เทคโนโลยี Digital convergence จะทำลายพรหมแดนในเรื่องของความแตกต่างของเทคโนโลยีให้หมดไปสิ้น


ที่มา http://www.adslthailand.com/forum/viewtopic.php?f=6&t=65190&start=0

04:24

โทรทัศน์ผ่านดาวเทียม (Satellite Television)

ถือว่าเป็นการเปิดยุคสื่อรูปแบบใหม่ ด้วยการพัฒนาของเทคโนโลยีสมัยใหม่ทำให้ธุรกิจแพร่ภาพโทรทัศน์มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น โดยเฉพาะการเติบโตของธุรกิจโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีต้นทุนไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับในอดีตที่ผ่านมา ซึ่งรัศมีของสัญญาณดาวเทียมสามารถส่งสัญญาณออกอากาศได้ครอบคลุมหลายพื้นที่ โดยผู้ลงทุนไม่ต้องเสียเวลาติดตั้งเสาสัญญาณเพียงพัฒนาเนื้อหาหรือรายการที่ออกอากาศ และขอใบอนุญาตส่งสัญญาณโทรทัศน์ก็สามารถให้บริการได้ ในปัจจุบันมีธุรกิจโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมออกอากาศทั่วโลกเป็นจำนวนมากในหลายประเทศโดยเฉพาะในยุโรปและสหรัฐ สำหรับในประเทศไทยเองก็มีผู้ประกอบการหลายรายให้ความสนใจที่จะเปิดให้บริการโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตามการให้บริการโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมในประเทศไทยนั้นยังติดขัดปัญหาทางด้านระเบียบในการออกอากาศ เนื่องจากยังไม่มีการจัดตั้งคณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์แห่งชาติ หรือ กสช. ที่จะเข้ามาจัดสรรคลื่นความถี่และออกใบอนุญาตประกอบกิจการใหม่ให้กับผู้ประกอบการไทยได้ แม้ว่าในช่วงที่อยู่ระหว่างการสรรหาคณะกรรมการ กสช. นั้นจะมีหน่วยงานดูแลแต่ก็ไม่สามารถออกใบอนุญาตใหม่ให้กับผู้ให้บริการรายใดเพิ่มเติมได้อีก โทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเป็นไปตามกระแสโลกกับการพัฒนาของเทคโนโลยีในปัจจุบันทำให้การแพร่ภาพสัญญาณและการใช้ความถี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น การออกอากาศในระบบดิจิตอลทำให้ช่วงคลื่นหนึ่งสามารถบีบอัดสัญญาณให้สามารถออกอากาศได้ถึง 30 ช่อง จากเดิมการใช้เทคโนโลยีอนาล็อกสามารถออกอากาศได้เพียง 1 ช่องเท่านั้น ทำให้สามารถมีสถานีโทรทัศน์ขยายจำนวนเพิ่มขึ้นมาก อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาก็มีการเปิดให้บริการ "โทรทัศน์ผ่านดาวเทียม" สำหรับออกอากาศในประเทศไทยเกิดขึ้นหลายราย โดยเลี่ยงไปออกอากาศโดยใช้คลื่นความถี่ของประเทศอื่นๆ ที่อยู่ใกล้เคียงกับประเทศไทย เช่น ไต้หวัน ฮ่องกง ลาว กัมพูชา โดยการส่งเนื้อหารายการผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตและออกอากาศโดยผ่านสัญญาณดาวเทียมจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศ โดยมีเป้าหมายผู้ชมในประเทศไทย นอกจากนี้ยังมีผู้ให้บริการอีกส่วนหนึ่งที่ออกอากาศโดยผ่านเครือข่ายดาวเทียมในประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นกิจการโทรทัศน์ที่ยังไม่ได้การอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมายของประเทศ และเกิดปัญหาการละเมิดสิทธิ์การออกอากาศโดยผ่านทางคลื่นความถี่ในประเทศไทยจากผู้ให้บริการหลายรายอยู่ในขณะนี้ นอกจากนี้ยังประสบกับปัญหาการนำเสนอรายการที่ก่อให้เกิดปัญหาความมั่นคงของประเทศด้วย นอกจากนี้เทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นทำให้รูปแบบของการออกอากาศมีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เช่น IPTV (internet protocol TV) และโทรศัพท์เคลื่อนที่ (mobile TV) ซึ่งนับเป็นเทรนด์การออกอากาศที่น่าจับตามอง เพราะมีแนวโน้มว่าจะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามจำนวนผู้ใช้บริการสื่อเหล่านั้นเพิ่มขึ้น ซึ่งจะนำมาซึ่งความยุ่งยากในการบริหารจัดการของหน่วยงานที่ต้องเข้ามารับผิดชอบในการใช้สื่อต่างๆ และต้องเป็นหน่วยงานที่มีความพร้อมทั้งทางด้านกฎระเบียบที่จะเข้ามาควบคุมและจัดระเบียบการให้บริการให้อยู่ในลักษณะที่พร้อมจะพัฒนาให้การนำทรัพยากรคลื่นความถี่ไปใช้อย่างเกิดประโยชน์ต่างๆ ต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมหลายประการ สำหรับความเป็นไปได้ในเชิงธุรกิจของทีวีดาวเทียมนั้น แม้ว่าจะมีแนวโน้มความเป็นไปได้สูงเมื่อเทคโนโลยีใหม่นั้นทำให้การลงทุนในการให้บริการ



ที่มา http://www.adslthailand.com/forum/viewtopic.php?f=6&t=65190&start=0

04:17

วิวัฒนาการโทรทัศน์ในประเทศไทย กับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี

หากมองย้อนไปในอดีตนับตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2495 ที่ประเทศไทยได้เริ่มแพร่ภาพออกอากาศโดยสถานีโทรทัศน์ช่อง 4 บางขุนพรหมเป็นครั้งแรกนั้นถือว่าเป็นยุคบุกเบิกวงการโทรทัศน์ในประเทศไทย แต่ทั้งนี้วิวัฒนาการทางเทคโนโลยีมิได้หยุดอยู่กับที่ต่อกิจการวิทยุโทรทัศน์ที่เริ่มแรกให้บริการในระบบอนาล็อคที่ย่านความถี่ VHF และ UHF ต่อมาเมื่อเทคโนโลยีมีความก้าวหน้ามากขึ้นก็ได้มีออกอากาศผ่านดาวเทียม หรือดิจิตอลทีวีที่ใช้ความสามารถในการบีบอัดสัญญาณเพื่อให้คลื่นความถี่สามารถนำไปใช้งานได้มากขึ้น และสำหรับเทคโนโลยีสุดท้ายที่กำลังได้รับความสนใจอยู่ทั่วโลกในขณะนี้ คือ ไอพีทีวี เป็นการประยุกต์ใช้งานโดยเอาเทคโนโลยีด้านโทรทัศน์ซึ่งเป็นการแพร่สัญญาณภาพและเสียงผ่านทางคลื่นความถี่มาใช้งานบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตแบบมัลติมีเดียจึงสามารถให้บริการได้ทั้งภาพ เสียงและข้อมูลได้พร้อมกัน หรือที่เรียกว่า Triple play ดังจะเห็นได้จากในอดีตที่ประเทศไทย โดยกรมประชาสัมพันธ์ได้สร้างสถานีวิทยุโทรทัศน์และจัดออกอากาศในระบบอนาล็อค ความถี่ที่นำมาใช้งานย่านความถี่  TV ย่าน I (ช่อง 2-6) ความถี่ 54 MHz – 88 MHz (VHF)  TV ย่าน III (ช่อง 7 – 13) ความถี่ 174 MHz – 216 MHz (VHF)  TV ย่าน IV & V (ช่อง 14 – 69) 470 MHz – 806 MHz (UHF)  โดยมีสถานีดังนี้ คือ ช่อง 3, 5, 7, 9 และช่อง 11 และในปี พ.ศ. 2538 ได้เกิดสถานีโทรทัศน์สีเพิ่มขึ้นมาอีก 1 สถานี คือ สถานีโทรทัศน์ทีวีเสรี หรือ ITV (Independent Television) โดยได้รับอนุมัติสัมปทานอย่างเป็นทางการ สถานีวิทยุโทรทัศน์ ITV หรือทีวีเสรี ส่งสัญญาณแพร่ภาพวิทยุโทรทัศน์ออกอากาศในระบบ UHF หรือ Ultra High Frequency ตามมาตรฐาน PAL-G ปัจจุบัน ITV ได้เปลี่ยนชื่อเป็น TITV เนื่องจากไทยทีวีสีช่อง 3 ได้ขอให้ บมจ. อสมท ขอให้หน่วยราชการจัดสรรความถี่วิทยุย่าน UHF ให้กับไทยทีวีสีช่อง 3 ซึ่งได้รับอนุมัติ เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2546 ในกรุงเทพมหานครกำหนดออกอากาศที่ช่อง 32 ย่านความถี่ 558 – 566 MHz เป็นระบบ UHF และได้ออกอากาศอย่างเป็นทางการในวันศุกร์ที่ 25 มีนาคม 2548 เป็นต้นมา



ที่มา http://www.adslthailand.com/forum/viewtopic.php?f=6&t=65190&start=0